| บิ๊กจิ๋วท้าสู้คนล้มสถาบัน จวก'คอมมิวนิสต์'ดื้อรั้น! หวังใช้'เผด็จการรัฐสภา' ก่อ'สงครามกลางเมือง' |
|
|
| Wednesday, 14 May 2008 | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
“บิ๊กจิ๋ว” วอนทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง แนะ “สงวนจุดต่าง-แสวงจุดร่วม” เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาชาติ เชื่อประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยแน่ ประกาศชักธงรบกับกลุ่มบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ทุกรูปแบบ แฉยับมีกลุ่มผู้นิยมคอมมิวนิสต์ดื้อรั้น หันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วม ทั้งชุบตัวในสถาบันศึกษา-ร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยม-ร่วมถืออำนาจรัฐ-ยุยงให้ฝ่ายรัฐและทุนทำผิดมากๆ โดยผ่าน “เผด็จการรัฐสภา” เพื่อหวังทำสงครามกลางเมือง เปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็น “สาธารณรัฐ” วันที่ 14 พ.ค. 2551 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ว่า เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่เต็มกำลัง โดยเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันยุติความขัดแย้ง โดยสงวนจุดต่างแสวงจุดร่วม เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ เนื่องจากพี่น้องประชาชนกำลังได้รับความลำบากมาก “ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า ในทุกยุคทุกสมัยก็มีความขัดแย้งในพรรคการเมือง ขอให้ยุติและใช้เวลาช่วง 1-2 ปี มาทำงานแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง”พล.อ.ชวลิตกล่าวและว่า ประเทศไทยจะอยู่รอดปลอดภัยแน่นอน ส่วนข้อห่วงใยต่างๆ ก็ต้องมีการตักเตือนกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาม พล.อ.ชวลิต ไม่ขอแสดงความเห็นถึงท่าทีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ รวมถึงการปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติ เมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Age) ในระบบ ฟิวดัล (Feudalism) นั้น มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปี ราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครองที่ถูกหล่อหลอมเป็นจิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็น ชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติคือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรรงค์ 3 สีคือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน สถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง เพราะหลักสาระสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย คือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล โดยประสาน "อสิงหา" ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษประจำชาติไทยเข้ากับ "พุทธอสิงหาธรรม" คือ... ทศพิธราชธรรม-ธรรมะ 10 ประการของสถาบันพระมหากษัตริย์ 1.ทานัง การให้วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน ซึ่งสรุปลงในพระบรมราโชวาท เมื่อ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลปัจจุบัน ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์จริง ด้วยพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจ ตลอดเวลากว่าค่อนศตวรรษ โดยเฉพาะความประจักษ์เป็นจริง ตามที่ได้เห็นกันอย่างชัดแจ้งในเหตุการณ์เฉพาะหน้า ถึงพระบรมเดชานุภาพ และพระมหาบารมี ที่สยบ “พฤษภาทมิฬ” และเป็นข้อเท็จจริงซึ่งสามารถขจัดความเคลือบแคลงสงสัย ที่อาจจะหลงเหลืออยู่ในบุคคลบางจำพวก
แม้แต่ในยุคปัจจุบัน ภายใต้การปกครองของประเทศไทย ที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย พสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งหลาย ก็ยังเชิดชูบูชา สถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยความรู้แจ้งในวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ แห่งความสัมพันธ์ระหว่างชนชาติไทย โดยเฉพาะไทยสยาม กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นหลักประกันอันแน่นอนของมาตรฐานที่ถูกต้อง ในการรักษาส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะแม้ว่าจะเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดีเพียงใด ถ้าขาดความรู้แจ้ง หรือเจือปนด้วยความงมงายแล้ว ก็อาจจะนำไปสู่...มาตรการที่ผิดพลาด ซึ่งผลทางปฏิบัติแทนที่จะเป็นการรักษาส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ อาจกลายเป็นบั่นทอนหรือทำลาย โดยไม่รู้ตัวไปเสียก็เป็นได้ เวลานี้ การเรียกร้องการสร้างประชาธิปไตยกำลังขึ้นสู่กระแสสูง วงการเมืองยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ทางออกของชาติคือ การสร้างประชาธิปไตย ที่ไหนก็ได้ยินแค่คำว่า “สร้างประชาธิปไตย” แต่วิธีการสร้างประชาธิปไตย ทำอย่างไร ยังเต็มไปด้วยความสับสน วิธีการสร้างประชาธิปไตยในประเทศเอกราชเอเชียนั้น แตกต่างกับในประเทศยุโรป ซึ่งประชาชนลุกขึ้นช่วงชิงอำนาจพระมหากษัตริย์มาเป็นของตน แต่ในประเทศเอเชียนั้น การสร้างประชาธิปไตยเป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจซึ่งเป็นของพระองค์อยู่เดิมให้แก่ประชาชน ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำเร็จ ประชาธิปไตยก็สำเร็จ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจไม่สำเร็จ ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม การสร้างประชาธิปไตยก็ล้มเหลว เพราะไม่มีวิธีการอื่นๆ ที่จะสร้างประชาธิปไตยได้ นอกจากวิธีการที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจให้ประชาชนเท่านั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในอดีต ได้ใช้หลัก 3 ประการคือ พรรคแนวร่วมกองกำลังติดอาวุธ เข้าทำแนวร่วมกับนายทุน ทำสงครามกลางเมือง และการยกระดับขึ้นสู่สงครามประชาชน เพื่อโค่นล้มกองทัพแห่งชาติ โดยตั้งกองกำลังปลดแอกประชาชนขึ้น เมื่อปี 2512 และเริ่มสงครามในปี 2515 ฝ่ายกองทัพแห่งชาติเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด เพราะใช้ยุทธศาสตร์ผิด คือใช้ยุทธศาสตร์เผด็จการเข้าต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ไม่ใช้ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยที่เป็นยุทธศาสตร์ชนะ ตามหลักของยุทธศาสตร์... “เผด็จการแพ้คอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์แพ้ประชาธิปไตย” จนถึงพ.ศ.2523 เกือบจะ “พ่ายแพ้” กองทัพแห่งชาติจึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ หันมาใช้ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตย เข้าต่อสู้กับยุทธศาสตร์คอมมิวนิสต์ ตามนโยบาย 66/23 สถานการณ์จึงพลิกผันกลับ จากหน้ามือเป็นหลังมือ จากแพ้แก้เป็นชนะ กองทัพแห่งชาติเป็นฝ่ายชนะสงครามการเมืองต่อคอมมิวนิสต์อย่างงดงาม ด้วยการปฏิบัตินโยบาย 66/23 ขั้นตอนที่ 1 คือ สร้างประชาธิปไตยระดับต่ำ เท่านั้นก็สามารถนำพาประเทศจาก...สถานการณ์สงคราม เข้าสู่สถานการณ์สันติภาพได้สำเร็จ จนสามารถยุบกองกำลังติดอาวุธ หรือกองทัพปลดแอกลงได้อย่างสิ้นเชิง ได้ทราบว่า...มีกลุ่มบุคคลผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ดื้อรั้นบางกลุ่ม หันมาใช้ยุทธวิธีแนวร่วมแทนอย่างเต็มที่ โดยพยายามใช้วิธีการต่างๆ เช่น ชุบตัวในสถาบันวิชาการ เข้าร่วมทำเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าร่วมถืออำนาจรัฐ ยุงยงให้ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายทุนทำผิดให้มากๆ จึงมีการกล่าวกันว่า ปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศโดยใช้ระบอบเผด็จการรัฐสภา เป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อก่อสงครามกลางเมือง เพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลัก
โดยเฉพาะกับความเห็นที่ผิดๆ หรือที่เรียกว่า มิจฉาทิฐิ ที่ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ที่เรียกว่า ขบวนการสาธารณรัฐ มีความมุ่งหมายและดำเนินการโดยยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อ “ล้มปืน-ล้มทุน-ล้มเจ้า” และในฐานะที่กระผมเองได้ผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเป็นหนึ่งเดียวของสมาชิกเหรียญรามาธิบดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับพระราชทานเหรียญชั้นมหาโยธิน จึงขอประกาศต่อตู้กับกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มที่กระทำการกระทบกระเทือนและเป็นปรปักษ์ต่อสถาบันหลักของชาติ และมีลักษณะรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ไม่ว่ากรณีใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ซึ่งปวงข้าพระพุทธเจ้าเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
Powered by JoomlaCommentCopyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved.Homepage: http://cavo.co.nr/ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|
| Akeyuth Information |
|---|
| KAMTHONG Small | |||
|---|---|---|---|
|
|||
| จำนวนผู้อ่านหน้านี้ |
|---|
|
3,381มีผู้อ่านแล้ว:
|





ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังได้เขียน "คำปรารภ" ครั้งสำคัญ เพื่อแสดงถึงเจตนารมย์ตัวเอง ซึ่งตีพิมพ์ผ่านนสพ.บางกอกทูเดย์ ในวันนี้ (14 พ.ค.) โดยระบุว่า...
ถึงความจำเป็นและสำคัญสูงสุด ที่ประเทศไทยจะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปตลอดกาล
ด้วยเหตุและปัจจัยของความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม ในปัจจุบันเป็นแรงผลักดันให้ตัวกระผมและผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ไม่อาจทนนิ่งเฉยเพราะเป็นความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เป็นภารกิจแห่งชีวิตที่จะต้องดำเนินการเพื่อยุติปัญหาทั้งมวลลง