|
‘สมัคร’ขอฟ้อง2นสพ. ลงข่าว‘พระวิหาร’มั่ว! ‘มันอะไรกันนักหนา?’ ถึงแต่งเรื่องกันแบบนี้ |
|
|
|
Sunday, 11 May 2008 |
|

“สมัคร” ขู่ฟ้องนสพ. 2 ฉบับที่ลงข่าวพระวิหารมั่ว กล่าวหารัฐบาลนำเขาพระวิหารเพื่อไปแลกผลประโยชน์ด้านน้ำมันกับกัมพูชา ลั่น “คนอย่างผมหรือครับ จะเอาไปแลก” ครวญมันอะไรกันนักหนา ถึงแต่งเรื่องกันแบบนี้ เย้ยทนายมีงานทำแล้ว
วันที่ 11 พ.ค. 2551 เวลา 08.30น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง 11) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ตอนหนึ่งถึงข้อกล่าวหาว่าครั้งแรกมีหนังสือพิมพ์หนึ่งซึ่งตอนหลังมีอีก 1 ฉบับ กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีจะไปหากินกับเรื่องขุดน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนในกัมพูชา โดยจะเอาเขาพระวิหารไปแลก อย่างนี้ตนยอมไม่ได้ แต่วันนี้มีอีกฉบับเอาด้วย เป็นสารคดีว่าจะเอาเขาพระวิหารไปแลกกับผลประโยชน์ คือไปหากินกับการขุด พรุ่งนี้ (12 พ.ค.) ทนายความของตนมีงานทำแน่นอน ตอนนี้ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเสร็จแล้ว ตนจะไม่ชี้แจงอะไรต้องไปศาลอย่างเดียว “ทำไมถึงเอากันขนาดนี้ คนอย่างผมนะหรือจะเอาเขาพระวิหารไปแลกผลประโยชน์เพื่อที่จะไปขุด ไปยุ่งอะไรกับเขาก็ไม่ได้ยุ่ง เรื่องเขาพระวิหารตอนนี้เป็นเรื่องภายในของเขา เพราะกัมพูชาจะเอาเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก ของเราฝ่ายทหารและกระทรวงการต่างประเทศก็ดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ถึงวันนี้ก็ไม่รู้อะไรกันนักหนาถึงได้แต่งเรื่องขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ เช้าขึ้นมาก็มีข่าวที่ไม่เป็นมงคล”นายสมัครกล่าวอย่างปลงๆ นายสมัคร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเขาพระวิหารที่งอกออกไปนั้นเป็นส่วนของกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ทางกัมพูชากำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะมีการเลือกกันในเดือนก.ค.นี้ ก็มีการพูดว่าจะนำเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งตอนที่ตนได้ไปพบกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เขาก็บอกว่าไม่มีปัญหาเพราะเขาจะเอาแต่ตัวอาคารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งถ้าแค่นั้นก็ไม่มีปัญหา แต่ทางฝ่ายมรดกโลกกลับบอกว่าจะต้องขึ้นทะเบียนบริเวณพื้นที่ด้วย ไทยก็เลยบอกไปว่าถ้าเอาพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกไทยก็ต้องขึ้นด้วย เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อน อาคารเป็นของกัมพูชา แต่บริเวณพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ทับซ้อนของสองประเทศถ้าหากจะขึ้นทะเบียนก็ต้องขึ้นด้วยกัน จากนั้นรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา นายซกอัน ก็มาเจรจากับ รมว.ต่างประเทศของเราก็ไม่มีปัญหาอื่นเลย “แต่ไอ้คนที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดเรื่องคือหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย ปลุกปั่นกล่าวหาว่าผมจะเอาเขาพระวิหารไปแลกกับการผลิตน้ำมัน น้ำมันก็ไม่ใช่เรื่องของผม เขาพระวิหารก็ไม่ใช่เรื่องของผม เขาตกลงกันได้เรียบร้อยทุกอย่างว่าเขาพระวิหารด้านบนนั้นศาลโลกเขาตัดสินแล้วว่าเป็นของกัมพูชา เพียงแต่เวลาจะเอาพื้นที่โดยรอบไปขึ้นทะเบียนไทยบอกไม่ได้เราต้องขึ้นทะเบียนด้วยเพราะเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ดูแลด้วยกัน เรื่องมีเท่านี้ แต่ต้องการทำทุกวิถีทางที่ต้องการทำให้รัฐบาลชุดนี้มันพังให้ได้ ให้เสียหาย อย่างนี้คุณต้องขึ้นศาลแน่นอน ตอนแรกฉบับเดียวคราวนี้ต้อง 2 ฉบับ ก็ลองดูกันต่อไปว่าจะไปถึงไหนอย่างไร ตอนนี้รวบรวมหลักฐานไว้เสร็จแล้ว มันบ้ากันถึงขนาด เอากันขนาดนี้กล่าวหาหมดไม่ว่าจะคิดจะทำอะไร จะเอากันให้ได้ทุกเรื่อง คือต้องเอาให้รัฐบาลนี้พังให้ได้ ยังพยายามอยู่ ผมขอบอกเลยว่าผมมีหน้าที่ที่จะต้องรักษารัฐบาลชุดนี้ และดูซิว่าใครจะรักษาได้อย่างไร มันเห่อเหิมโจมตีกันโดยเฉพาะสถานีเอเอสทีวี ด่าทุกวันด่าหยาบคาย ด่าเสียๆหายๆ ซึ่งสถานีนี้ศาลให้ความคุ้มครองมา 2 ปีแล้ว แต่อย่าลืมว่าศาลได้ตัดสินไว้แล้วว่าคุณจะทำอย่างไร อะไรใครไม่ได้ แต่บัดนี้คุณทำแล้ว คุณก็ต้องรู้ว่าคดีหมิ่นประมาทจะได้รับการคุ้มครองจากศาลหรือไม่ ไม่มีทางอื่นต้องบอกให้รู้เค้าว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย”นายสมัครกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายมีประชาชนเสนอให้รัฐบาลปิดสถานีเอเอสทีวีไปเลยเพื่อตัดปัญหา นายสมัคร กล่าวว่า “ไม่ได้ เพราะศาลให้การคุ้มครองอยู่ แต่ยอมรับว่าด่ารุนแรงมากด่าทุกวันด่าเสียหายเหมือนผมเป็นคนร้ายที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองอยู่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอย่างไรถึงได้ทำอย่างนี้ได้” “นพดล” ปัดรัฐบาลเกี้ยเซี๊ยะกัมพูชา ลั่นจะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว
ต่อมาในเวลา 11.00 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ แถลงปฏิเสธกรณีที่มีสื่อเสนอข่าวว่า รัฐบาลไทยจะผ่อนปรนกรณีกัมพูชาขอจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ตนขอยืนยันว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียแผ่นดินแม่แต่ตารางนิ้วเดียวเพื่อแลกกับผลประโยชน์ ไม่มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดคิดในลักษณะเช่นนี้ ข่าวนี้เป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ของคนในประเทศ และในฐานะรมว.ต่างประเทศจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและดีที่สุด การเจรจามีช่องทาง แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละฝ่ายจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน ตนจะขอให้มีการเจรจากับนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โดยเร็วที่สุด เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็จะถึงกำหนดที่คณะกรรมการมรดกโลกจะพิจาณา อย่างไรก็ตามขอให้สบายใจได้จะไม่มีเรื่องทำนองอย่างที่สื่อฉบับนั้นเสนอข่าว ยืนยันว่าจะไม่มีการเกี้ยเซี้ยะเด็ดขาด ทั้งนี้ตนเห็นใจกัมพูชาที่มีการเลือกตั้งในเดือนก.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นเดือนกับที่คณะกรรมการมรดกโลกจะพิจารณากรณีการยื่นขอจดทะเบียน
“กำลังจะมีการออกแถลงการณ์ร่วมกัน แต่ยังมีถ้อยคำบางคำที่ยังตกลงกันไม่ได้ ผมเร่งดำเนินการอยู่และจะหารือโดยเร็วที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกันสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ก็เป็นเพื่อนที่ดีกับไทย สำหรับพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยและกัมพูชา ซึ่งมีโครงการความร่วมมือที่จะนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช่ร่วมกันนั้น มีพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 26,000 กิโลเมตร มูลค่า 5ล้านล้านบาท จะต้องมาบริหารและจัดการร่วมกัน การเจรจาจะต้องวิน วิน (Win-Win) ด้วยกันทั้งคู่”นายนพดลกล่าว เมื่อถามว่า มีข่าวออกมาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการเจรจาระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุนเซ็น นายนพดล กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปด้วย และไม่อยากพูดถึง เพราะจะหาว่าตนแก้ต่างให้อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีใครกล้าเอาผลประโยชน์เจดีเอ มาเกี่ยวกับเรื่องดินแดน ขั้นตอนการเจรจาเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐเท่านั้น เอกชนห้ามเข้ามายุ่งอย่างเด็ดขาด ผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน ในฐานะที่ตนเป็นนักกฎหมายและเป็นทนายความมาก่อน ตนรู้ดีว่าถ้อยคำที่ไหนจะไม่เป็นการผูกมัดให้ไทยต้องเสียประโยชน์ เมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีกระแสว่ามีตำแหน่งรมว.ต่างประเทศอยู่ด้วย นายนพดล รีบปฎิเสธว่า ไม่เห็นมีสื่อฉบับไหน และไม่ทราบจริงๆว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่ มีใครบ้าง ในส่วนของส.ส.พรรคพลังประชาชนก็ไม่เห็นว่าจะมีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่คิดว่าในระดับแกนนำพรรคอาจจะมีการหารือกันบ้าง อีกทั้งเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการชั้นสูงในกระทรวงต่างประเทศ ทั้งนี้ตามหลักการปรับครม.ก็ควรจะดีขึ้นปรับเพื่อประสิทธิภาพ และการปรับครม.ต้องเกียรตินายกรัฐมนตรีตัดสินใจและมีบทบาทสำคัญ
เมื่อถามว่า จะมีการหารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า นายกฯที่ตนพูดถึงหมายถึงนายสมัคร สุนทรเวช ส่วนที่การตั้งครม.ครั้งแรกมีข่าวว่านายสมัครไม่พอใจเพราะมีเรื่องโควต้าเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ต้องเข้าใจธรรมชาติของการเมือง แต่เราจะพยายามไม่ให้มีข้อจำกัดมากเกินไปเพราะไม่เช่นนั้นไม่สามารถหาคนดีคน เก่งมาทำงานได้
อย่างไรก็ตาม นายนพดล เปิดเผยว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางไปพบนักธุรกิจที่อินโดนีเซียและบรูไน แต่ยังไม่สามารถระบุวันได้
|