|
หมักซัด‘ไอ้หัวเถิก’อีก ‘ปล่อยข่าว’อัปมงคล! ตัวต้นเหตุ‘ดึงฟ้าต่ำ’ ป่วนจน‘สถาบัน’เสีย! |
|
|
|
Sunday, 11 May 2008 |
|

“หมัก” เอาคืน “ไอ้หัวเถิก” รอบ 2 ซัดกลางจอ ตัวต้นเหตุ “ดึงฟ้าต่ำ” ทำปั่นป่วนไปหมด ชี้เป็นคนทำให้สถาบันเสียหาย หลังปล่อยข่าวไม่เป็นมงคลหลายเรื่อง
วันที่ 11 พ.ค. 2551 เวลา 08.30น.ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง 11) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดยตอบคำถามถึงข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับมาใช้การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เขตว่า เป็นความหวังของเรา เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบ 1 คน1 เขตนั้นเรียบร้อยมาตลอด แต่ก็มีการมาแก้ให้เป็น 157 เขต ทำให้เกิดความยุ่งยาก ครั้งนี้ก็จะแก้ให้หายความยุ่งยาก แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าแก้แล้วการเลือกตั้งครั้งหน้าถึงจะเอามาใช้ ก็ไม่รู้เป็นอย่างไรวันนี้ต่อต้านกันเหลือเกิน นายสมัคร ยังกล่าวถึงการรับประทานอาหารเย็นร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อค่ำวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า สงสารเจ้าของภัตตาคาร “ไพซาโน” เพราะแห่กันไปจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ จนด้านล่างนั่งกินไม่ได้ต้องไปนั่งกินกันชั้นบน ซึ่งในการรับประทานอาหารร่วมกันก็ตกลงกันอย่างชัดเจนว่าตนจะแบ่งปันกันไม่ไป เพราะถ้าไปผูกมัด เดี๋ยวจะยุ่ง รัฐบาลก็จะถูกด่าหาว่าไม่ยอมแก้ปัญหาข้าวของแพงก็มัวแต่จะมาแก้รัฐธรรมนูญ ตนจึงได้ตกลงกันว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้นให้เป็นเรื่องของสภา หรือฝ่ายนิติบัญญัติ เราเป็นฝ่ายบริหารก็จะบริหารบ้านเมืองต่อไป ก็เห็นตรงกันและกลับไปให้สมาชิกเขาตกลงกันเอง ถ้าเห็นตรงกันก็แก้ ถ้าไม่พร้อมใจกันก็แก้ไม่ได้ ก็มีอยู่แค่นั้น “แต่คืนวันเดียวกัน มีข่าวไม่เป็นมงคล ก็มีการปล่อยข่าวว่าแม่ทัพนายกองเข้าไปอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ตี 1 ยังไม่ออกมา ทำข่าวกันจะเป็นจะตาย เป็นการปลุกระดมกันไว้หมดในเรื่องข่าว ผมก็คิดว่ามันอะไรกันนักหนา คนนั้นคนนี้ฟังข่าวมา รุ่งขึ้นผมขอเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลรายงานทุกๆ 3 เดือน ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯ ก็มีการออกข่าวออกมาว่าโปรดเกล้าฯให้นายสมัครเข้าเฝ้าเพื่อลาออกอย่างนั้นอย่างนี้ จะจัดการเรื่องจักรภพ (เพ็ญแข) ผมขอโอกาสชี้แจงตรงนี้ว่า มันมีคนปลุกปั่นเรื่องนี้ ถามว่าใครก็บอกได้ว่า “ไอ้หัวเถิก” ที่ผมเคยบอกไว้ ไอ้คนนี้แหละที่เอาข่าวออกมาปลุกปั่น เรียกคนนั้นไปพบ เรียกคนนี้ไปพบ ผบ.ตร.ยังโดนเรียกไปพบ สั่งให้คนนั้นคนนี้ไปพบ “ไอ้หัวเถิก” นี่แหละเป็นคนจัดการ และไอ้ความเชยนี่แหละต้องเล่าให้ทราบว่า ไม่รู้เลยว่าเจ้าคณะรองวัดยานนาวากับผมรู้จักกันมาตั้งแต่ปี 2519 สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วย ส่วนท่านเป็นเจ้าคุณสามัญจนบัดนี้เป็นเจ้าคณะรอง ผมคุ้นเคยกับท่านมา 32 ปี “ไอ้หัวเถิก” ไปพูดกับท่านในทำนองว่านายสมัครที่มาติดต่อสัมพันธ์ด้วยจะทำให้ท่านเจ้าคุณเสียไปด้วยขอให้ท่านเจ้าคุณระวังตัว ถ้าเป็นจริงผมคงไม่กล้าเอามาพูดหรอก ไอ้เจ้าคนนี้ แส่หมดวันนี้ผมขอออกชื่อไป ใครจะเดือดร้อนใครจะหัวเถิกก็เอาเถอะ ไอ้คนนี้แหละครับ ที่เสียหายกันทุกวันนี้ จนเป็นข่าวเป็นคราวที่บอกว่า “อย่าดึงฟ้าต่ำ” ไอ้นี่นั่นแหละเป็นคนดึง จนปั่นป่วนไปหมด บ้านเมืองเรียบร้อยดีไม่ว่าดี ผมต้องพูดเอาไว้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร คนรู้จักกันมานานก็กล่าวหาว่าจะไปดึงมาเป็นสะพานจะเข้าไปที่นั่นที่นี่ กล่าวหาไปหมดว่าผลประโยชน์ขัดกันในเรื่องรายการฟัดทันที นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ โดนทันที ผมจะให้ตำรวจสอบเสียให้รู้แล้วรู้รอด กล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพผมจะบอกตำรวจให้ไปจัดการให้จบ ส่งเรื่องไปให้อัยการให้ดำเนินการ”นายสมัครกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ตนยังไม่ขอพูดอะไร แต่จะทำรู้ว่าไอ้คนอย่างนี้นี่แหละที่ทำลายสถาบัน เป็นคนทำให้สถาบันเสียหาย เอาคนนั้นไปขู่คนนี้ เอาคนนี้ไปขู่คนนั้น โดนกันไปหมด นายสมัคร ยังกล่าวตอบคำถามถึงข่าวลือเรื่องการยุบสภาว่า “ผมขอยืนยันว่าไม่ยุบสภาแน่นอน มีคนเขาชอบเอาไปพูด แต่ผมไม่พูดหรอก แต่ยืนยันว่าไม่ยุบสภาแน่” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสมัครได้ออกรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เสร็จ ก็ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยเดินทางกลับออกจากสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีทันที โดยในช่วงเที่ยงได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมรุ่นประจำเดือน และเวลา 14.00น. นายสมัคร จะเดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคพลังประชาชน ณ ที่ทำการพรรค ถนนเพชรบุรี ย้อนเหตุ “คำนูณ” ชี้ “หมัก” ด่าคนหัวเถิก กระทบถึง “ปีย์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2551 นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา และผู้ใกล้ชิดนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวในรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ตอนหนึ่งระบุว่า ที่นายสมัครเอ่ยถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง คือ “คนหัวเถิก” ซึ่งทำให้มีคำถามว่าหมายถึงใครกันแน่ ซึ่งทีแรกบางคนอาจนึกถึงนายสุทธิชัย หยุ่น หรือนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ไม่น่าจะใช่ และเมื่อดูเรื่องราวทั้งหมดแล้วเข้าใจว่านายสมัครคงไม่ยอมรับหรอกว่าหมายถึงใคร แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า นายสมัครกำลังพูดถึงนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เจ้าของบริษัท แฟซิฟิก คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายคำนูณ ชี้แจงต่อว่า เรื่องนี้มีความบังเอิญที่มีคอลัมนิสต์ใช้นามปากกาว่า “กาหลิบ” เขียนวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงเหน็บแนมนายปีย์ ในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 18 เม.ย. 2551 ว่า นายปีย์เป็นพีอาร์แมเนเจอร์ให้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบเดียวกับพล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งนามปากกานี้ นายจักรภพ เพ็ญแข เคยใช้เมื่อครั้งที่เขียนคอลัมน์ให้กับนสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์อยู่ระยะหนึ่ง และมีแนวโน้มสูงว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่เขียนในนสพ.โลกวันนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่นายจักรภพ อาจจะให้ข้อมูลกับนายสมัคร เมื่อถูกถามกรณีเอ็นบีทีเสนอข่าวดังกล่าว
“คุณสมัครจะรู้จักคุณปีย์หรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่การเอ่ยชื่อคนหัวเถิก จากที่ผมอยู่ในวงการมานาน ผมไม่คิดเป็นคนอื่นเลย และเชื่อว่าคนวงในที่รู้อะไรเป็นอะไร ร้อยละ 99.99 เชื่อว่าคุณสมัครหมายถึงคุณปีย์”นายคำนูณกล่าวและว่า นายปีย์นั้น ถือเป็นผู้ปฏิวัติวงการข่าวโทรทัศน์ไทย เมื่อปี 2527 ผลงานที่โดดเด่นอีกด้านคือการทำวิทยุจราจร จส.100 ในปี 2534 เป็นจุดกำเนิดของวิทยุเพื่อมวลชน และถือว่านายปีย์เป็นคหบดีที่รักชาติรักบ้านเมือง และสถาบันมากที่สุดคนหนึ่ง แต่ชอบอยู่เงียบๆ จนมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อมีชื่อปรากฏในหนังสือเรื่อง “พระราชอำนาจ” ที่นายประมวล รุจนเสรี เป็นคนเขียน โดยนายปีย์นั้นเป็นคนอัญเชิญกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับหนังสือดังกล่าวว่า “เราอ่านแล้ว เราชอบมาก เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง ให้ไปบอกเขาว่า เราชอบมาก” ไปบอกนายประมวล นอกจากนี้ นายปีย์ยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุด เป็นทุติยจุลจอมเกล้า เป็นเครื่องราชฯ ที่ในพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย ส่วนภรรยา คือท่านผู้หญิงอารียา มาลากุล ณ อยุธยา ก็ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ตระกูลจุมจอมเกล้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อ 2547 ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า นายปีย์ไมได้เกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังเอเอสทีวี ที่ตนตั้งคำถามในเรื่องนี้ ก็เพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องตั้งคำถาม เมื่อมีเรื่องที่ควรถาม ถ้าจะหลบเลี่ยง นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเสี่ยง ก็ทำได้ แต่ในที่สุดจะตอบคำถามตัวเองไม่ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้
|