|
เปิดคำพิพากษา‘จำคุก’ อดีตกกต.ชุด‘อย่างหนา’ สร้างวิกฤตทำแตกแยก ไม่มีเหตุปราณีลดโทษ! |
|
|
|
Friday, 25 April 2008 |

หมายเหตุ : เป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร อดีตกกต. ฐานกระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี ----------------------- คดีนี้นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ยกฟ้องในชั้นไต่สวน), พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร, พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ (ถอนฟ้อง) ซึ่งเป็นกกต. และ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา เลขาธิการ กกต. (ยกฟ้องในชั้นไต่สวน) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24 และ 42 ร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตรอบใหม่ เมื่อวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 โดยไม่มีอำนาจ และการออกหนังสือเวียนถึง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.) เขต ให้รับผู้สมัครรายเดิมเวียนเทียนสมัครใหม่
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ให้จำคุกพล.ต.อ.วาสนา, นายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ 2-4 คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดคนละ 10 ปี ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 24 และ 42 ต่อมาจำเลยทั้งสาม ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมแล้ว ที่จำเลย 2-4 อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2-4 เป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2-4 ในฐานะกกต.มีประกาศ กกต.ลงวันที่ 5 เมษายน 2549 กำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้ง 38 เขต ในวันที่ 23 เมษายน 2549 เนื่องจากปรากฏว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครคนเดียวมาจากพรรคไทยรักไทยได้รับคะแนนเสียง น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น
โดยจำเลยที่ 2-4 ได้ประชุมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2549 แล้วยังได้มีมติออกประกาศเรื่องให้กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจ.สงขลา ทุกเขตเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดวันตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครโดยย่นระยะเวลาเหลือ 1 วัน และให้ย่นระยะเวลายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเหลือ 1 วันเช่นกัน
ศาลเห็นว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน 2549 สืบเนื่องมาจากการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่เป็นผลมาจากวิกฤตในชาติบ้านเมืองอย่างรุนแรงทำให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ต้องยุบสภา โดยอ้างเหตุผลตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2549 ที่ระบุว่า มีการชุมนุมสาธารณะตั้งข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยการชุมนุมขยายตัวไปในทางที่กว้างขวางและอาจรุนแรงมากขึ้น จึงตัดสินใจคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองกลับไปสู่ประชาชนด้วยการยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งส.ส.โดยในภาวะของการเลือกตั้งที่เกิดจากกระแสของการขัดแย้ง และเกิดความแตกแยกในบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง เช่นนี้ที่พึ่งแรกของประเทศชาติและประชาชนจึงอยู่ที่การดำเนินการเลือกตั้งที่สะอาด โปร่งใส บริสุทธิ์ และเชื่อถือได้ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจและความสงบสุขของชาติให้กลับคืนมา แต่การดำเนินการเลือกตั้งโดยจำเลยที่ 2-4 ในการเลือกตั้งส.ส.ทั่วไปวันที่ 2 เมษายน 2549 กลับดำเนินการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 104 วรรค 3 ด้วยการจัดคูหาเลือกตั้งให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหันหน้าไปทางผนังกั้น จากเดิมที่เคยหันหลังให้ และการปิดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ผนังทำให้คนทั่วไปมอง เห็นการลงคะแนน โดยเฉพาะการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนที่ถูกจัดให้อยู่มุมขวาด้านล่าง
นอกจากนี้ข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งระบุว่า แบบบัญชีรายชื่อมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,909,562 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 29,088,209 บัตร ที่แบ่งเป็นบัตรดี 18,356,402 บัตร บัตรเสีย 1,680,101 บัตร และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนจำนวน 9,051,706 บัตร แสดงให้เห็นว่า หากมีการลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิมากถึง 9 ล้านกว่าคน แต่กลับเป็นการลงคะแนนที่ไม่เป็นความลับที่มาจากการจัดการของจำเลยที่ 2-4 ซึ่งทำให้เกิดผลตามมาด้วยการเกิดความแตกแยกในชาติบ้านเมืองหนักหนามากยิ่งขึ้น จนมีผู้ยื่นคำฟ้องต่อศาลต่างๆ
ต่อมาได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ว่า การดำเนินการของ กกต.ในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดวันเลือกตั้ง และในส่วนที่เกี่ยวกับมติการหันคูหาเลือกตั้งไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับทำให้ เกิดผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม จึงให้เพิกถอนการจัดเลือกตั้งดังกล่าว
จำเลยที่ 2-4 ควรจะได้ดำเนินการให้เกิดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเป็นที่เชื่อถือยอมรับที่จะนำไปสู่การยุติปัญหาความแตกแยกขัดแย้งอย่างรุนแรงในชาติแล้ว แต่เมื่อปรากฏผลการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งที่มีแต่พรรคไทยรักไทยส่งผู้สมัครเพียงพรรคเดียวหลายเขต ทำให้เกิดผลตามมาตรา 74 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว. พ.ศ.2541 คือผู้สมัครพรรคไทยรักไทย ได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 20 จำนวน 38 เขต 15 จังหวัด ซึ่งจำเลยที่ 2-4 ควรจะต้องดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหาทางให้เกิดความสันติสุขแทนการก่อปัญหาเพิ่มเติมให้แก่ชาติบ้านเมือง โดยตามบทบัญญัติมาตรา 74 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว
จำเลยที่ 2-4 ในฐานะ กกต.มีกรอบภาระหน้าที่ที่ควรจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่จำเลยที่ 2-4 กลับมีมติและออกประกาศ กกต.ลงวันที่ 5 เมษายน 2549 ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตใหม่และให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยที่เคยลงสมัครเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้รับหมายเลขประจำตัวหมายเลขเดิม คือหมายเลข 2 ซึ่งทำให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยอยู่ในฐานะที่ดีกว่า เนื่องจากได้ใช้หมายเลขดังกล่าวหาเสียงมาก่อนเป็นเวลานาน ส่วนผู้สมัครของพรรคการเมืองเล็กที่ลงสมัครใหม่ให้ได้รับหมายเลขคละกันไป เช่น พรรคคนขอปลดหนี้ ได้หมายเลข 9 พรรคพลังธรรมได้หมายเลข 1 ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างใหญ่หลวง 2 ประการ คือ
1.การเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่ทำได้หรือไม่ และ
2.การกำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้จำเลยที่ 2-4 ยังได้มีมติอนุญาตให้ผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 กลับมาลงสมัครโดยย้ายเขตเลือกตั้งที่จัดให้มีการลงคะแนนใหม่ในวันที่ 23 เมษายน 2549 โดยจำเลยที่ 2-4 ส่งโทรสารแจ้งมติให้ประธานกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้ ทราบ ทั้งที่ผู้สมัครดังกล่าวไม่สามารถลงสมัครได้ เพราะต้องห้าม เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาตรา 108
จากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2-4 มีมติให้เปิดรับสมัครผู้สมัครใหม่ทั้งที่กฎหมายและระเบียบไม่เปิดช่อง
การกำหนดให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยลง สมัครใหม่ด้วยหมายเลขเดิมที่ใช้หาเสียงมาก่อนเป็นเวลานาน ขณะที่ผู้สมัครรายใหม่ได้รับหมายเลขคละกันไป โดยมีระยะเวลาหาเสียงไม่นาน
การที่มีมติให้ผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติ ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 ลงเวียนเปลี่ยนเขตเลือกตั้งได้ด้วยการส่งโทรสารชี้นำประธานกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัด สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์และนายดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ ผู้ที่ได้รับทาบทามให้ลงสมัครเลือกตั้งในวันที่ 23 เมษายน 2549 ว่า เป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยมีคู่แข่งเพื่อให้ ได้รับเลือกตั้ง โดยไม่ต้องได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ 20
พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. มาตรา 24 และ 45 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นชอบและอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยที่ 2-4 อุทธรณ์ว่า กรณีมีเหตุปรานีลดหย่อนโทษ และรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2-4 อ้างว่าได้ประกอบคุณงามความดี รับราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ อีกทั้งได้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญมาก่อน ศาลเห็นว่าการที่จำเลยที่ 2-4 รับราชการจนได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญมาก่อนเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่ทำให้ ได้รับเลือกเป็นกกต.
อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะมาเป็น กกต.ได้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 136 บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้ที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ประจักษ์ โดยหวังให้เป็นคณะกรรมการที่จะดำเนินการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรม เป็นที่พึ่งชาติบ้านเมือง และรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
แต่จากการดำเนินการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 จำเลย ที่ 2-4 ดำเนินการเลือกตั้งที่สร้างความแตกแยกให้กับประเทศชาติบ้านเมืองอย่างที่สุด และเกิดปรากฏการณ์ต่อต้านการทำงานของจำเลยทั้งสาม อย่างไม่มีมาก่อนทั้งในเรื่องที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคไม่ส่งผู้สมัคร รับเลือกตั้ง หรือการที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยทำบัตรเสีย บางคนฉีกทำลายบัตรโดยไม่กลัวเกรงกฎหมาย อีกทั้งมีผู้คัดค้านการจัดสถานที่และคูหาเลือกตั้งจนศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และให้เพิกถอนการเลือกตั้งดังกล่าว
แต่ในการจัดการเลือกตั้งใหม่วันที่ 23 เมษายน 2549 จำเลยที่ 2-4 ก็ยังดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบและเป็นการได้เปรียบ ของพรรคการเมืองบางพรรค ทำให้เกิดความแตกแยกในชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวงมากขึ้นกว่าเดิม
การที่จำเลยที่ 2-4 มีประสบการเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญมาก่อนจนมีคุณสมบัติตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ได้เป็น กกต. แต่กลับไม่ได้ใช้ประสบการณ์สร้างความสงบสุขและช่วยระงับวิกฤตที่เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่จนสร้างวิกฤตให้ใหญ่ยิ่งมากขึ้น
พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามจึงไม่มีเหตุปรานีลดโทษตามที่ขอ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษมานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |