Latest News
Popular
 
  :: โวย'ถูกมัดมือ-มัดเท้า' จะทำอะไรไม่ได้เลย! รัฐบาลกลัวอำนาจศาล แต่'พันธมิตร'ไม่กลัว   :: ‘นครบาล’ยื่นหลักฐาน พันธมิตรขัดคำสั่งศาล แกนนำเตรียมอุทธรณ์! พร้อมบุกสตช.จันทร์นี้   :: ‘นิตย์’ยันรัฐบาลขิงแก่ค้านกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว   :: หมดค.อดทน ASTV ฟื้น PTV ภาคพิเศษสู้ ไม่ยอม'รอความตาย' หากช้าจะสายเกินแก้   :: ‘สมัคร’ควงประมุข 2 สภาฯ ดูพื้นที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่
ไขปมปริศนาที่‘บัวแก้ว’ โยงใยเหตุ‘โยกย้ายทูต’ Bunkerหลบคนบางคน กับเรื่องยุ่งๆอีพาสปอร์ต พิมพ์ อีเมล์
Thursday, 20 March 2008
Image

หมายเหตุ : ไทยอินไซเดอร์

กรณีที่มีกระแสข่าวว่า “กฤษณ์ กาญจนกุญชร” เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทำเรื่องขอโอนย้ายไปเป็นข้าราชการในสังกัด “สำนักราชเลขาธิการ” ในตำแหน่ง “รองราชเลขาธิการ” โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2551 เป็นต้นไปนั้น ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกระทรวงการต่างประเทศและแวดวงการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ว่าเกิดอะไรขึ้น!!!

เนื่องจาก “กฤษณ์ กาญจนกุญชร” เพิ่งจะถูกส่งไปเป็นเอกอัครราชทูตที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน และก่อนหน้าที่ "กฤษณ์ฺ" จะเดินทางไปรับตำแหน่งนี้ ก็มีกระแสคัดค้านในเรื่องการที่จะส่ง “กฤษณ์” ไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว

เพราะ “เขา” ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการอื้อฉาวในกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณี อี-พาสปอร์ตที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ซึ่งหากผลการสอบสวนออกมาว่า “เขา” มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง!!!

แต่แล้ว “เสียงคัดค้าน” ในช่วงเวลานั้น...ก็ไม่สามารถ “ทัดทาน” แรงต้านของ “ผู้ใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศ” เวลานั้นได้ จึงมีการส่งให้ “กฤษณ์” ไปเป็น “ทูตที่ดี.ซี.”

แต่แล้ว...หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน...หลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคพลังประชาชน” เข้ามาบริหารประเทศ ก็เริ่มมีกระแสข่าวว่าจะมีรายการ “เช็คบิล” กับ “ข้าราชการ” ที่เป็นปฏิปักษ์และอยู่คนละฟาก


โดยเฉพาะกับ “ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ” ที่เคย “กระทำ” บางสิ่ง-บางอย่างกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ต้อง “ระหกระเหิน” อยู่ต่างแดน หลังโดนรัฐประหาร

Imageและหนึ่งในผู้ที่มีรายชื่อว่าจะต้อง “โดนเชือด” ก็มีชื่อ “กฤษณ์ กาญจนกุญชร” อยู่ด้วย

โดยมีการจุดกระแสว่า...เพราะ “เขา” เป็นผู้ดำเนินการ “ริบ” พาสปอร์ตทางการทูต (เล่มสีแดง) ของพ.ต.ท.ทักษิณคืน...ตามคำสั่งของ “รัฐบาลขิงแก่-พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์”


ทำให้ “เขา” ต้องตกเป็น “เหยื่อ” ของข้าราชการที่จะถูกล้างแค้น

ยิ่งเมื่อ “นสพ.บางกอกทูเดย์” ฉบับวันที่ 8 มี.ค. 2551 ออกมาเผยแพร่บทความเรื่อง “ย้อนอดีตสัมพันธ์ กฤษณ์+ทักษิณ” โดยเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า...

หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยนายกฤษณ์ได้มีคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางทางการทูต” หรือ “พาสปอร์ตสีแดง” ของอดีตนายกฯทักษิณ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2549 แต่คนที่รู้เรื่องจริงๆ จะทราบดีว่า ...คำสั่งครั้งนั้นของนายกฤษณ์เกิดขึ้นเพราะแรงบีบจากรัฐบาลขิงแก่ ของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (มีรมว.ต่างประเทศชื่อ นายนิตย์ พิบูลสงคราม) และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ลึกกว่านั้น...ความสัมพันธ์ระหว่างนายกฤษณ์กับอดีตนายกฯทักษิณ “ล้ำลึก” เกินกว่าที่คนอื่นๆ จะเข้าใจ ซึ่งผู้ที่เปิดโปงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน ได้ดีและชัดเจนที่สุดคือ นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น)


โดยมีการระบุต่ออีกว่า...ในช่วงที่ “ทักษิณ” เดินทางเยือนสิงคโปร์ ตามคำเชิญของรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2550 “กฤษณ์” สั่งการผ่านไปยัง “ดำรง ใคร่ครวญ” หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้โทรศัพท์ติดต่อไปยังนายเฉลิมพล ทันจิตต์ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้ต้อนรับ “ทักษิณ” และคอยอำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ “กฤษณ์” ยังเป็นผู้ที่ออกคำสั่งให้ “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” ที่เป็น “มือขวา” ของ “ทักษิณ” เดินทางไปดูแลและต้อนรับขับสู้ “ทักษิณ” ถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังเพิ่งโดนรัฐประหารใหม่ๆ


ทั้งนี้ในช่วงท้าย “นสพ.บางกอกทูเดย์” สรุปว่า...การย้อนอดีตถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “กฤษณ์” กับ “ทักษิณ” ที่คนบางส่วนยังไม่รู้...และคิดไปไกลว่า...การจะโยกย้ายเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศต่างๆ 4-5 ประเทศ โดยเฉพาะ “กฤษณ์” ที่เป็นทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดี.ซี. จะเป็นการล้างแค้นของ “ทักษิณ”...หรือไม่

โดยมีการทิ้งปมให้ไปขบคิดกันเองว่า...ใครก็ตามที่อ่านข้อมูลนี้ คงพอต่อจิกซอว์ได้ถึงภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองได้ออกว่า...อยู่ในระดับที่เป็น...มิตรหรือศัตรูกันแน่!!!

และการโยกย้ายครั้งนี้ เป็นเพราะ “ความแค้นส่วนตัว” หรือเพราะ “ความเหมาะสม” จริงๆ

นั่นคือบทสรุปของ “นสพ.บางกอกทูเดย์”


แต่ยังไม่ใช่บทสรุปที่แท้จริง...ซะทีเดียว!!!

Imageเพราะ “อัษฎา ชัยนาม” อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้มีหนังสือชี้แจง...ตรงถึง “บรรณาธิการ น.ส.พ.บางกอกทูเดย์” ความว่า

ตามที่บางกอก ทูเดย์ ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2551 ได้ลงบทความเรื่อง “ย้อนอดีตสัมพันธ์ กฤษณ์ – ทักษิณ” ซึ่งได้ให้เกียรติผมมากว่าเป็น “ผู้ที่เปิดโปงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน ได้ดีและชัดเจนที่สุด” เพื่อให้การพรรณนาดังกล่าวชัดเจนและสมบูรณ์ขึ้น และเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน ผมขออนุญาตเรียนชี้แจง ดังนี้

1.เรื่องการสั่งให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ บริการคุณทักษิณต่อที่ลอนดอนนั้น ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อต่าง ๆ ว่า ผมไม่ตำหนินายมาริษฯที่ขอรับใช้คุณทักษิณที่ลอนดอนหลังจากที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่นิวยอร์กแล้วเดินทางมาส่งคุณทักษิณที่ลอนดอนหลังการปฏิวัติ เพราะผมเข้าใจถึงความใกล้ชิดและการมีบุญคุณกัน แต่ผมได้ตำหนินายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ได้มีหนังสือสั่งการให้นายมาริษฯ ช่วยราชการสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ลอนดอน 1 เดือน เพื่อบริการคุณทักษิณ แทนที่จะอนุมัติให้เขาลาส่วนตัวเพื่อดูแลคุณทักษิณ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว เนื่องจากคุณทักษิณได้พ้นหน้าที่ไปแล้ว (คือนายมาริษฯไม่ควรได้สิทธิต่าง ๆ จากทางราชการ) ที่สำคัญที่สุด การอนุมัติให้นายมาริษฯลาส่วนตัว จะดูสง่างามกับทุกฝ่าย รวมทั้งภาพพจน์ของกระทรวงการต่างประเทศต่อสาธารณชนก็จะไม่เป็นลบด้วย อนึ่งได้มีอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างน้อย 2 ท่านคือ ดร.สุรัตน์ โหราชัยกุล และดร.ไชยันต์ ไชยพร ก็ได้ตำหนินายกฤษณ์ฯในเรื่องนี้ คุณทักษิณเองมิได้ขอร้องให้นายมาริษฯอยู่ต่อที่ลอนดอน แต่กลับบอกให้กลับกรุงเทพฯด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่านายมาริษฯในฐานะข้าราชการประจำหมดหน้าที่แล้ว

2.เรื่องการสั่งให้นายดำรง ใคร่ครวญ ข้าราชการที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน โทรศัพท์ไปยังสถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คุณทักษิณนั้น ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศได้ยินหรือได้ทราบกันหลายคน แต่กระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธว่าไม่จริง จริงไม่จริงคนที่จะตอบได้คือนายสุรศักดิ์ เจือสุคนธ์ทิพย์ อุปทูตไทยที่สิงคโปร์ และคนอื่น ๆ ที่สิงคโปร์และที่อื่นที่นายสุรศักดิ์ฯ หารือเกี่ยวกับคำสั่งนี้ ท้ายที่สุดทราบมาว่านายสุรศักดิ์ฯมิได้ไปรับ วิธีสั่งราชการแบบนี้ก็ปลอดภัยดีสำหรับผู้สั่ง เพราะถ้ามีปัญหาอะไรก็ปฏิเสธได้ ลูกน้องที่จงรักภักดีก็รับเคราะห์ไป  
        
3.มีอีก 2-3 เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ “กฤษณ์-ทักษิณ” ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับ 2 กรณีแรก เช่น ยุครัฐบาลทักษิณ 1 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องการแต่งตั้งให้นายกฤษณ์ฯเป็นปลัดกระทรวงฯ แต่คุณทักษิณไม่เห็นด้วย เพราะจะข้ามหัวผู้อาวุโสกว่าอีกหลายคน นายเตช บุนนาค จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงฯ หรือเรื่องนายกฤษณ์และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศบางคนไม่เห็นด้วยกับบางประเด็นในการให้เงินกู้กับพม่าของ Exim Bank (ตามคำสัมภาษณ์ของนายสุรเกียรติ์ฯ) ซึ่งต่อไปนายสุรเกียรติ์ฯ คงขอให้นายกฤษณ์ฯ เป็นพยานในศาล เมื่อคตส.ส่งเรื่องให้ศาลและศาลรับฟ้องคุณทักษิณ ซึ่งจะทำให้นายกฤษณ์ฯหนักใจ เพราะไม่ต้องการเป็นศัตรูกับคุณทักษิณ  
        
Image4.เรื่องสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงจะเกี่ยวพันถึงคุณทักษิณหรือไม่ สังคมจะรู้ก็ต่อเมื่อ สตง.และปปช. ดำเนินการอย่างจริงจังและยึดถือมาตรฐานเดียวกันกับกรณีที่มีการร้องเรียนอื่น ๆ ผมหมายถึงเรื่องอี-พาสปอร์ต โครงการที่ส่อไปในทางทุจริตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศ คือ 7 พันล้านบาท โดยนายกฤษณ์ฯ ปริญญาเอกทางกฎหมายจากอังกฤษเป็นผู้เซ็นสัญญา โดยผู้สันทัดกรณีเล่าให้ฟังว่า ไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากฝ่ายการเมือง สมัยที่นายสุรเกียรติ์ฯ เป็นรักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนตั้ง “รัฐบาลทักษิณ 2” ไม่กี่สัปดาหผมได้ศึกษาเรื่องนี้และเห็นว่าได้ทำให้รัฐบาลและประชาชนไทยเสียหาย และเสียเปรียบทั้งด้านการเงิน ความมั่นคง และความสะดวกต่อผู้ถือหนังสือเดินทางอย่างมหาศาล หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งที่สังคมถือว่ามีความสมดุลทางด้านความคิดความอ่านได้ให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องที่เสียหายมากกว่ากรณี CTX เสียอีก เรื่องอี-พาสปอร์ตนี้ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าฯสตง.รู้เรื่องดีมาก เพราะสอบสวนมา 2 ปีกว่าแล้ว นอกจากนี้คุณวีระ สมความคิด ประธานคปต. ได้ยื่นเรื่องไปยัง คตส.และปปช. ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 แต่เรื่องก็ยังเงียบอยู่

เมื่อได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายกฤษณ์ฯ เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนและถ้าผมจำไม่ผิดนายกฤษณ์ฯเองก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ก่อนเดินทางไปรับหน้าที่ว่าจะเกษียณที่วอชิงตัน ฉะนั้น การขอย้ายกลับกรุงเทพฯ อย่างกระทันหัน โดยมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างกว้างขวางคล้ายกับว่าอยากจะกลบข่าวบางเรื่อง จึงเป็นเรื่องแปลกเพราะขัดกับข้อมูลข้างต้น และในด้านสารัตถะและพิธีการทูต เราจะไม่ย้ายกระทันหันเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศใหญ่มาก ๆ และมีความสำคัญมากกับประเทศไทย ยกเว้นจะมีเหตุผลที่สำคัญและจำเป็นจริง ๆ ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ติดตามเรื่องนี้คาดกันว่า “เหตุผล” น่าจะเกี่ยวกับหา “bunker” หลบภัย ที่จะมาถึงแน่ไม่ช้าก็เร็ว เพราะสังคมไทยจะเจริญขึ้นไม่ได้ถ้าเรามีหลายมาตรฐาน ฉะนั้น คำตอบในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องวิเคราะห์กันหลาย ๆ ชั้น และเรื่องนี้ น่าสนใจและท้าทายมากกว่าเรื่องการย้ายทูตอื่น ๆ ที่สื่อมวลชนถูกเบี่ยงเบนไปให้ความสนใจและกำลังประโคมข่าวอยู่ในช่วงนี้
                        
ขอแสดงความนับถือ

นายอัษฎา ชัยนาม  
อดีตเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
……………………………..
ถือเป็นการเปิดประเด็นใหม่ที่ตรงเป้าที่สุดว่า...การขอโอนย้ายข้ามหน่วยงานจาก “กระทรวงการต่างประเทศ” เพื่อมาสังกัด “สำนักราชเลขาธิการ” ของ “กฤษณ์ กาญจนกุญชร”

จาก “เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา” มาเป็น... “รองราชเลขาธิการ” นั้น...

เพราะต้องการหา Bunker หรือ “หลุมหลบภัย” กับเรื่องร้อนๆ “อี-พาสปอร์ต” ที่กำลังจะมาถึงไม่ช้าก็เร็วนี้...ใช่หรือไม่

หรือว่า “สื่อมวลชน” กำลังถูกเบี่ยงเบน “ความสนใจ” แบบ “ผิดประเด็น” ก็เป็นได้...ใครจะไปรู้!!!
......................................
ทีมข่าวไทยอินไซเดอร์...รายงาน

Image 

กระดานความคิดเห็น
เพิ่มความคิดเห็นใหม่ค้นหาความคิดเห็น
นุสบาเอง IP:124.121.123.80 | 21-03-2008 09:11:29
ชอบค่ะ

ขอให้ท่านทูตเปิดข้อมูลใหม่ๆมาอีก
แฟน - แฉเยอะๆลึกๆ IP:117.47.46.53 | 21-03-2008 17:01:26
อยากให้แฉมาเยอะๆลึกๆ insider สุดๆ
ข้าราชการในพ่ออยู่หัว IP:117.47.33.187 | 22-03-2008 12:11:21
อยากให้ท่านอาจารย์อัษฎา ชัยนาม เป็น รมว.ต่างประเทศจังเลยน๊อ ท่านรู้จริงและเก่งจริง ตระกูลของท่านก็มีคุณูปการต่อบ้านเมืองนี้มากหลาย คนดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแน่นอน
เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน - โกงแล้วรวย IP:58.9.143.117 | 26-03-2008 16:39:46
อ่านเเล้วหดหู่ เมืองไทยมีแต่ปัญหา
ข้าราชการระดับสูงก็ยังต้องดูทิศทางลม
คนโกงครองบ้านครองเมือง
วางแผนกันว่าจะโกงกันอย่างไร
สื่อก็เอาด้วย ถ้าให้เงียบต้องมีซอง

หน่ะนะ อีกไม่กี่ปีก็ตายตายกันละ
ละละกันบ้างก็จะดี

เคยมั๊ยตื่นนอนตอนเช้า
แล้วบอกกับตัวเองว่า
"วันนี้ฉันจะทำดีเพื่อพัฒนาชาติให้เจริญ"
ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาก็คิดเลยว่า
"วันนี้ประเทศไทยมีอะไรให้กูโกงบ้างหว๋า"
patriot - Bad System IP:58.9.142.162 | 02-04-2008 07:50:46
This is a good example of Thai Government Officer that always try to kiss ass the politician to get a good promotion in their career. This is the main reason why Thailand still not moving forward as it should be.
นนท์ - สรุป IP:58.8.237.153 | 03-04-2008 00:52:44
นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร ทำไมถึงขอย้ายไปอยู่สำนักราชเลขาธิการได้ ในเมื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่ส่อไปในทางทุจริต และเป็นพวกเดียวกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ?
กลด IP:82.22.79.4 | 16-05-2008 01:31:48
น่าสงสารท่านฑูตกฤษณ์ ตอนนี้มาบอกได้ว่าเป็นพวกทักษิณ ถ้าเป็นพวกทักษิณจริง คงเป็นปลัดกระทรวงไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ทักษิณ ๑ หรือยุคป้าแมรี่แล้ว
และถ้าเป็นพวกทักษิณจริง คงไม่ได้เป็นปลัดในยุคลูกเผด็จการทหารจอมพล ป เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลเผด็จการทหารหรอก คงไม่ได้เป็นฑูตเบอร์ ๑ ที่ ดีซีหรอก ทั้ง 2 ตำแหน่ง เป็นตำแหน่งสุดยอดของนักการฑูตไทย
เรื่อง e-passport จริงเท็จไม่รู้ ถ้าโกงจริงก็ทำกันยุครัฐบาลขิง รัฐมนตรีพิบูลสงคราม นะแหละ พอจวนตัวโดนจับได้ว่าทุจริตขายชาติ รีบโบ้ยส่งว่าเป็นพวกทักษิณเลย เอามันเข้าไป เอาเป็นว่า คำว่าราช ที่อยู่หน้าคำว่า เลขา เปรียบเหมือนเสื้อคลุมสีน้ำเงิน คงเอามากางกันทุจริตไม่ได้หรอก แต่ถ้าได้ย้ายมาจริง ก็คงอิทธิพล ป ปลา เหมือน ตั้งรัฐมนตรี หรือข้าราชการที่ทำงานห่วยในสมัยทักษิณ มาเป็นองค์ นั้นแหละ ประเภท ยุทธ์ เขายายเที่ยง เกษม วัฒนชัย พลากร สุวรรณรัฐ
มีอีพาสปอร์ต IP:131.111.255.46 | 24-05-2008 03:15:13
อีพาสปอร์ตเนี่ยของรัฐบาลทักษิณแน่นอน มีใช้มาหลายปีแล้วไม่ใช่เพิ่งมามีสมัยรัฐบาลสุรยุทธ ถ้าจะมีการโกงกันก็เสร็จสิ้นกันไปตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทหารแล้ว อย่ามั่ว
เขียนแสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวข้อ:

Powered by JoomlaCommentCopyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved.Homepage: http://cavo.co.nr/

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Akeyuth Information
KAMTHONG Small
 
จำนวนผู้อ่านหน้านี้
1,515มีผู้อ่านแล้ว: