|

กรณีเว็บไซต์ hi-thaksin นำสำเนาเอกสารที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรรคพลังประชาชน (พปช.) ปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่ามีเนื้อหาใส่ร้ายพรรคพปช. จำนวน 14 หน้า มาเผยแพร่ในหัวข้อเปิดคำสั่งลับ “สนธิ” ทำสงครามประชาชน โดยเนื้อหาบางส่วนมีการถอดเทปคำบรรยายของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ขณะเป็นผบ.ทบ.) และ “รองผบ.พล.1 รอ.” ที่พูดถึงการปลุกผีคอมมิวนิสต์ ของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นประชานิยม ทุ่มเงินมหาศาลสร้างลัทธิบุคคลนิยม ตามรอย “ฮิตเลอร์” เพื่อมุ่งล้มล้างสถาบัน แม้ว่าจะนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และอดีตแกนนำคนเดือนตุลาฯ จะออกมากล่าวตอบโต้ว่า เป็นการย้อนยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ให้ฟื้นขึ้นมา ทำให้สังคมแตกแยกเหมือนในอดีต 30 ปีที่ผ่านมา แต่จากการตรวจสอบของ “ไทยอินไซเดอร์” พบว่า ในช่วงที่พรรคไทยรักไทยยังเรืองอำนาจ และเป็นรัฐบาลอยู่นั้น ปรากฏว่า มีการประชุมเชิงวิชาการเรื่อง 60 ปี พคท.ว่าด้วยบทเรียนประวัติศาสตร์ ขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2545 ณ ตึกช้าง อาคาร A ชั้น 13 โดยเนื้อหาของการประชุมครั้งนั้น หลายครั้งหลายตอน ยังยืนยันว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย : พคท.” ยังอยู่ ยังไม่ได้ล่มสลาย ยังไม่ได้คิดเลิก...ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ยังมีความพยายามปลุกผีคอมมิวนิสต์ให้กลับคืนมา ดังนั้น...ใครผิด-ใครถูก จะเชื่อใคร-ไม่เชื่อใคร จึงเป็นเรื่องที่ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณเอาเองว่า จะเชื่อใคร เราขอทำหน้าที่เสนอความจริงทั้งสองด้าน...ให้ท่านรับทราบ เพื่อพิจารณาเอาเองว่า "คอมมิวนิสต์" ยังอยู่หรือไม่ ............................. การประชุมวิชาการเรื่อง
60 ปี พคท.ว่าด้วยบทเรียนทางประวัติศาสตร์ วันที่ 1 ธันวาคม 2545 เวลา 13.00 น. ห้องประชุม ตึกช้าง อาคาร A ชั้น 13 วิทยากร อ.ประวุฒิ ศรีมันตะ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อ.ไสว ด้านชัยวิจิตร ผู้ดำเนินรายการ อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อ.สุธาชัย : กราบเรียน ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ในโอกาสที่วันนี้ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 60 ปี พคท. เราในฐานะของเครือข่ายเดือนตุลาและสถาบันพัฒนาการเมือง ร่วมกันจัดงาน “งาน 60 ปี พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่าด้วยบทเรียนทารงประวัติศาสตร์” ส่วนหนึ่งโดยเป้าหมายจะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่สำคัญองค์กรหนึ่งในระยะ 60 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่ได้รับเชิญมากล่าวเปิดงาน และปาฐกถานำ ผมคิดว่าก่อนอื่นต้องขึ้นต้นที่ว่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพคท. ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมืองวันที่ 1 ธันวาคม 2485 มาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 60 ปี ต้องถือว่าตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคพคท. ได้ก่อให้เกิดผลสะเทือนทางการเมืองต่อการเมืองสมัยใหม่ของไทยอย่างมาก ในฐานะของผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ จึงจำเป็นต้องพูดกล่าวถึงกรอบของอุดมการณ์ กรอบของพรรค ประเด็นที่หนึ่ง กรอบของอุดมการณ์ พคท. คือ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งแนวคิดหลักคือ ลัทธิมาร์กซ แนวคิดนี้เป็นอุดมการณ์ปฏิวัติสังคม ที่จะสร้างสังคมใหม่ที่มนุษย์มีความเสมอภาคกัน มันมีความสำคัญอย่างไรที่มีพรรคที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นแบบลัทธิมาร์กซ ผมคิดว่า ความสำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อมีการก่อตั้ง พคท. เป็นต้นมา อย่างน้อยที่สุดเป็นทางเลือกใหม่แก่สังคมไทยทางเลือกหนึ่ง เราต้องยอมรับและเข้าใจกันว่าโดยทั่วไปแล้ว สังคมไทยนั้นเป็นสังคมจารีตประเพณี ผู้คนโดยทั่วไปนั้น รับสิ่งใหม่ได้ยาก และมีแนวโน้มต่อต้านสิ่งใหม่ แม้ว่าสังคมจารีตประเพณี ก็มีปัญหาของตัวมันเองอยู่จำนวนมาก
ฉะนั้นการที่มีการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ใช้ลัทธิมาร์กซ เป็นแนวคิดชี้นำ แล้วก่อให้เกิดการวิเคราะห์สังคมที่แตกต่างจากเดิมที่เป็นแบบจารีตนิยม ก็ทำให้ประชาชนไทยได้มีทางเลือก จะถูกหรือจะผิดคงแล้วแต่ ผมคิดว่ามีความสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อแรก ความพยายามที่จะใช้ลัทธิมาร์กซ วิเคราะห์สังคม ก่อให้เกิดพลังที่จะวิพากษ์สังคมเก่าแต่ดั้งเดิมว่ามีจุดอ่อนหรือมีปัญหาอย่างไร การวิเคราะห์สังคมอย่างถึงแก่น ตีความให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นอย่างไร เป็นคุณูปการของพรรคลัทธิมาร์กซ ข้อที่สอง เราต้องยอมรับว่าในระยะ 60 ปีที่ผ่านมา พคท. เป็นองค์กรประชาชนที่สำคัญองค์กรหนึ่ง การกระตุ้นที่ก่อให้เกิดนโยบายใหม่ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ปฏิกิริยาที่รัฐมีนโยบายตอบโต้ พคท. นำมาซึ่งนโยบายใหม่ๆ จำนวนมากมาย ที่จะปฏิรูปประเทศ ที่จะสนใจชนบทหลาย ๆ อย่าง เช่น การสร้างถนน การขยายไฟฟ้าเข้าสู่ชนบท การสร้างเขื่อน การสร้างถาวรวัตถุ และการเร่งรัดพัฒนาลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ต้องสรุปว่าเป็นผลกระทบโดยตรงจากการเคลื่อนไหวของ พคท. ข้อที่สาม ผมคิดว่าการเกิดของ พคท. แนวลัทธิมาร์กซ เป็นครั้งแรกที่นำมาสู่การเคลื่อนไหว และนำมาสู่การจัดตั้งของประชาชนระดับล่างอย่างมากมาย และกว้างขวางที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้านี้ไม่มีพรรคลักษณะเช่นนี้ คณะราษฎร 2475 นั้น จัดตั้งในหมู่ข้าราชการ คนที่มีการศึกษา และปริมาณก็น้อย เทียบไม่ได้เลยกับการจัดตั้งของ พคท. ที่ระดมคนระดับล่างที่เป็นกรรมกร ชาวนา มีจำนวนคนในการจัดตั้งมากมายมหาศาล ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ไทย เพราฉะนั้น ใน 3-4 ประเด็นที่ผมพูดมา ชี้ให้เห็นกว้างๆ ได้ว่า พคท.อย่างน้อยก็เป็นองค์กรทางการเมืององค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญทางการเมืองสมัยใหม่ นี้คือสาเหตุที่ว่า ทำไมที่ต้องมาพูดคุยถกเถียงกัน ในประเด็นที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ พคท. ในวันนี้ ประเด็นที่สอง คือ กรอบของพรรค ผมจะเริ่มปูกว้างๆ โดยการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความเป็น พคท. ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เราต้องยอมรับว่า ประวัติศาสตร์ พคท.เริ่มต้นจากการจัดตั้ง 2 สาย สายที่ 1 เริ่มจากกลุ่มชาวจีนเข้ามาทำงานในสังคมไทย ต่อมาเกิดการตื่นตัวทางความคิดทางการเมืองในจีน แล้วส่งผลกระทบต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนจีนในไทย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ก่อน 2470 คนจีนในเมืองไทยนั้น ตื่นตัวด้วยความคิดทางการเมือง 2 สาย สายแรกก็คือ ลัทธิไตรราษฎร์ ซึ่งเป็นแบบกระแสสาธารณรัฐ นำไปสู่การปฏิวัติประเทศจีนใน ค.ศ. 1911 และส่งผลให้เกิดการเคลื่อนไหวชาตินิยมของชาวจีนในเมืองไทย กระแสที่สองก็คือ มาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (พคจ.) ก่อตั้งปี 1921 (พ.ศ. 2464) และขยายตัวอย่างรวดเร็ว สมาชิก พคจ.จำนวนหนึ่งเข้ามาขยายการจัดตั้งในประเทศไทย โดยเป้าหมายแรกก็เพื่อจัดตั้งชาวจีนในไทยเพื่อจะไปปฏิวัติประเทศจีน แต่ต่อมา องค์การคอมมิวนิสต์สากล(สากลที่สาม) ได้มีมติว่า ผู้ปฏิบัติงานชาวคอมมิวนิสต์ไม่ว่าจะไปอยู่ประเทศไหน ก็ให้ดำเนินการปฏิวัติก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหนุนช่วยการปฏิวัติในดินแดนนั้นด้วย พวกกลุ่มชาวจีนในประเทศไทยเริ่มต้นทำการปฏิวัติในประเทศไทย อันนั้นคือ กระแสที่หนึ่งที่นำมาสู่การเคลื่อนไหวคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย นำมาสู่การก่อตั้งพรรคในเขตเอเชียอาคเนย์ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์หนานหยาง ซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์จีน สาขาอาณาบริเวณทะเลใต้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสยามโดยตรงก็คือ พรรคที่เรียกว่า “คณะใหญ่คอมมิวนิสต์จีนในสยาม๑ ตั้งราว พ.ศ. 2470 ซึ่งก็คือ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน สาขาสยาม” กระแสต่อมา กระแสมาจากชาวเวียดนามนำโดย “โฮจิมินห์” เอง ในฐานะของตัวแทนสากลที่ 3 โฮจิมินห์ ใช้ชื่อจัดตั้งว่า “ลุงจิน” เดินทางเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตภาคอีสาน หลัง พ.ศ. 2470 และในที่สุดโฮจิมินท์ก็ได้รับการมอบหมายจากสากลที่สาม ให้เป็นตัวแทนในการประสานกลุ่มลัทธิมาร์กซในประเทศไทย และมีการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์สยามขึ้น สมัยนั้นเรียกว่า “คณะคอมมิวนิสต์สยาม” ยังไม่มีคำว่า “พรรคไทย” คณะคอมมิวนิสต์สยามได้จัดตั้งขึ้นมาประมาณปี 2473 ก็เริ่มเคลื่อนไหวให้เกิดการปฏิวัติในประเทศไทย ในระยะแรกมีการแจกใบปลิวเป็นส่วนมาก มีการประชุมและมีการเผยแพร่ในหมู่โรงเรียนจีน จากเอกสารที่เราค้นพบเกี่ยวกับคณะคอมมิวนิสต์สยาม เป็นเอกสารที่ตีพิมพ์เป็นภาษาจีน มีการอธิบายชี้แจงเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า มีเป้าหมายที่จะโค่นจักรพรรดินิยมและศักดินา และก็สร้างรัฐของกรรมกรชาวนาขึ้นมาในสยาม การเคลื่อนไหวในระยะแรกของคอมมิวนิสต์สยามนั้น ค่อนข้างจะขาดบทเรียน ดังนั้นตั้งแต่หลัง 2475 ได้มีการนำใบปลิวไปแจกตามสถานที่สำคัญต่างๆ แต่ว่าการทำงานไม่รัดกุม ดังนั้นกรรมการกลางของพรรคจึงถูกจับกุม ยิ่งกว่านั้นในระยะต่อมาที่จอมพล ป. ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ และได้มีการรณรงค์ชาตินิยมขนานใหญ่ ก็นำไปสู่การแตกแยกภายในพรรคเช่นกัน จากประวัติศาสตร์ความเป็นมากล่าวได้ว่าเป็นความแตกแยกครั้งแรกที่เริ่มมีความเห็นขัดแย้งกันว่า จะใช้ท่าทีอย่างไรต่อการรณรงค์ชาตินิยมของจอมพล ป. เช่นนี้เอง ในที่สุดสากลที่สามก็ได้ส่งตัวแทนเข้ามาประสานงานกลุ่มต่างๆ ที่แตกแยกกัน นำมาสู่การจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาใหม่อย่างเป็นทางการ โดยเชิญตัวแทนหน่วยลัทธิมาร์กซต่างๆ มาประชุมใน กทม. เมื่อเดือนปลายเดือนพฤศจิกายน ประชุมเสร็จเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2485 ฉะนั้นวันที่ 1 ธันวาคม ถูกถือเสมือนว่าเป็นวันก่อตั้งพรรคอย่างเป็นทางการด้วยประการฉะนี้ เพราะว่าเป็นวันปิดการประชุมสมัชชาครั้งที่ 1 ของพรรค สหายหลี่จี้ซินใช้ชื่อจัดตั้งว่า “เอสสุรินทร์” ซึ่งเป็นตัวแทนมาจากสากลที่สาม ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคนแรกในขณะที่ก่อตั้งพรรค มีสมาชิกทั้งหมด 58 คน เมื่อมีการก่อตั้งพรรคขึ้นมาแล้ว ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวโดยการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคในช่วงแรกมีเป้าหมายอยู่ที่การต่อต้านญี่ปุ่น เพราะในขณะนั้น ญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทย และขณะเดียวกันก็มีการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป.พิบูลสงครามไปด้วย การเคลื่อนไหวใหญ่ของ พคท. ระยะนั้นอยู่ที่กรรมกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมกรโรงงานยาสูบ ขณะนั้นเป็นที่มั่นสำคัญของ พคท. นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวจัดตั้ง กรรมกรก็ได้มีการออกหนังสือพิมพ์ชื่อ “หนังสือพิมพ์มหาชน” เป็นหนังสือพิมพ์ใต้ดินที่มีเป้าหมายโดยตรงในการต่อต้านญี่ปุ่น ในช่วงปลายสงครามมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า พคท.ได้จัดตั้งกองกำลังต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นมา โดยอาศัยพื้นที่ภาคใต้เป็นที่มั่นและเข้าไปอยู่เบื้องหลังหรือผลักดันการจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นมากมาย เช่น ขบวนการไทยถีบ ก็มีพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ในช่วงสงครามโลกยุติลงเป็นช่วงที่การเมืองเปิดเสรีภาพ การเคลื่อนไหวของ พคท.จึงมีมากยิ่งขึ้น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการตั้งพรรคอมมิวนิสต์ในรัฐสภา พรรคคอมมิวนิสต์ มีส.ส.ในสภา 1 คน คือประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้ชื่อว่าเป็น ส.ส.พคท.ในรัฐสภาคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ไทย นอกเหนือจากนั้น พคท.ได้ตั้งสมาคมกรรมกรขึ้น คือสมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย ทำการเคลื่อนไหวจัดตั้งกรรมกร มีการเฉลิมฉลองสดุดี วันกรรมกรวันที่ 1 พฤษภาคม ครั้งใหญ่ในปี 2489 และปี 2490 ได้มีการตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นมาชื่อสำนักพิมพ์มหาชน ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นมาชื่อโรงพิมพ์อุทัย เป็นสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือลัทธิมาร์กซออกเผยแพร่ นี่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากที่ทำให้ความรู้ลัทธิมาร์กซเริ่มเผยแพร่ในประเทศไทย มีการพิมพ์หนังสืออย่างเช่น กำหนดการคอมมิวนิสต์ หลักชัย และหนังสืออื่นๆ อีกมากมาย จากการเคลื่อนไหวเหล่านี้เอง ทำให้เริ่มมีคนตื่นตัวสนใจลัทธิมาร์กซและจำนวนหนึ่งก็ขยายเข้าสู่องค์กรจัดตั้งของพรรคมากยิ่งขึ้น ต่อมาในช่วงรัฐประหารปี 2490 กระแสทางการเมืองในสมัยนั้น เริ่มมีกระแสทางการเมืองหลายประการที่นำมาสู่การเคลื่อนไหวสังคมนิยมที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เช่น มีการออกหนังสือชื่อหนังสือ อักษรสาส์น โดยคุณสุภา ศิริมานนท์ เป็นบรรณาธิการ เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2492 หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญมาก จากจุดเริ่มต้นที่เป็นหนังสือโน้มไปทางข่าวต่างประเทศที่ค่อนข้างเสรี แต่เมื่อหนังสือออกนานเข้า แนวโน้มของหนังสือก็เป็นไปตามสังคมนิยมมากยิ่งขึ้น และได้กลายเป็นหนังสือสำคัญในการเผยแพร่ลัทธิมาร์กซในหมู่คนไทย นอกจากนี้ในเดือนตุลาคมปี 2472 ชัยชนะในการปฏิวัติประเทศจีนของ พคจ.ก็ได้เป็นสถานการณ์ที่ปลุกเร้าการปฏิวัติในประเทศไทยอย่างมาก ได้มีการออกหนังสือชื่อ ไมตรีสาร ซึ่งเป็นหนังสือโฆษณาชี้ให้เห็นชัยชนะของการปฏิวัติจีน ภายใต้การเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เช่นนี้เอง ได้นำมาสู่การขยายสมาชิกของ พคท. เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แกนสำคัญในขณะนั้นกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มนักศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองได้เริ่มกลายเป็นฐานสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากว่ารัฐบาลเผด็จการหลัง พ.ศ. 2490 นั้นได้ใช้อำนาจเผด็จการกดดัน ม.ธรรมศาสตร์และการเมืองอย่างมาก ด้วยความเข้าใจที่ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของฝ่ายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองของคณะรัฐประหาร ในปี 2493 เกิดสงครามเกาหลีซึ่งมีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย ก็คือ ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านสงครามขนาดใหญ่ทั่วโลกรวมทั้งในไทย ที่เราเรียกว่าขบวนการสันติภาพ ซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวในปี 2494-95 เป็นต้นมา การเคลื่อนไหวสันติภาพนั้น พคท.ได้มีส่วนเข้าไปผลักดัน ในระหว่างนี้เองได้มีการเปิดการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 2 ขึ้นใน กทม. สมัชชาครั้งที่ 2 พรรคได้เลือกคุณประสงค์ วงค์วิวิฒน์ ขึ้นมาเป็นเลขาฯ พรรค โดยคุณประสงค์ เป็นคนจีนที่เกิดในไทย ไม่ได้เป็นจีนที่เป็นตัวแทนของสากลที่สาม เหมือนอย่างเลขาฯ คนแรก หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาครั้งที่ 2 ก็ได้มีการเคลื่อนไหวใหญ่ก็คือ พคท.ได้ตัดสินใจส่งผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก เข้าศึกษาสถาบันลัทธิมาร์กซในจีน ในช่วงนี้เองเริ่มมีการเคลื่อนไหวในชนบท สมาชิกผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากถูกส่งไปขยายกำลังในชนบทโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน นอกจากนี้แล้วการเคลื่อนไหวในเมืองก็ยังคงควบคู่ไปด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวในขบวนการนักศึกษา และการออกหนังสือ ชื่อ หนังสือสำคัญที่เป็นฐานของพรรคเมื่อปี 2495 ก็คือหนังสือเศรษฐสาร ซึ่งคุณอุดม สีสุวรรณ เป็นบรรณาธิการ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคค่อนข้างเปิดเผยพัฒนาให้สอดคล้องกับการผ่อนปรนนโยบายของรัฐบาลจอมพล. ป. ที่เริ่มให้เสรีทางการเมืองกับประชาชนมากยิ่งขึ้น บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ใน พ.ศ. 2501 หลังการรัฐประหารได้มีการจับฝ่ายค้าน จับนักสังคมนิยมจำนวนมากเข้าคุก ต่อมาได้มีการประหารชีวิตผู้ต้องหาคอมมิวนิสต์ ก็คือคุณครอง จันดาวงค์ กับคุรวม วงค์พันธ์ ในเงื่อนไขที่ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการอย่างมากอย่างนี้ สมาชิก พคท. กรรมการหลายคนถูกจับเข้าคุก ในช่วงนี้เองพรรคได้ตัดสินใจเปิดประชุมสมัชชาพรรค ครั้ง ที่ 3 ใน พ.ศ. 2504 ในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนตัวเลขาฯ พรรค มาเป็นคุณเจริญ วรรณงาม และมีการปรับนโยบายที่จะเน้นการต่อสู้ด้วยอาวุธต่อต้านเผด็จการ และสิ่งสำคัญก็คือยึดแนวทางประชาชาติมากยิ่งขึ้น เพื่อจะสร้างภาพของพรรคให้มีลักษณะที่หลุดพ้นไปจากภาพที่เป็นพรรคของจีน เมื่อมีการต่อสู้ด้วยอาวุธ ก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนการทหารขึ้นมาในเขตป่า ในปี 2505 และในปีเดียวกันนี้ได้มีการเปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย เพื่อสื่อสารและใช้ในงานโฆษณาของ พคท. ในช่วงนี้การต่อสู้ของพรรคเริ่มรุนแรงและขยายมากยิ่งขึ้นจนในที่สุด วันที่ 7 สิงหาคม 2508 มีการประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธ แตกเสียงปืนอย่างเป็นทางการ ดังนั้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสงครามกลางเมืองเพื่อการปฏิวัติประเทศไทยได้เริ่มขึ้นแล้วเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา การลุกขึ้นสู้ของชาวนาในชนบทนั้นขยายตัวอย่างกว้างขวางที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สร้างผลกระเทือนที่สุดให้แก่รัฐบาล พคท.ได้กลายเป็นศัตรูหลักของรัฐบาลในสมัยนั้น รัฐบาลต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อปราบปราม ต้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เพื่อจะปราบปรามการลุกขึ้นสู้ของ พคท. แต่ยิ่งปราบเขตงานของ พคท. ก็ยิ่งขยาย จนในที่สุดก็มีเขตงานจัดตั้งขึ้นมาทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นตอนนี้เองที่กระแสการต่อสู้ของ พคท. ได้ขยายตัวกลายเป็นการลุกขึ้นสู้ของชาวนาในขอบเขตที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยว่าจะมีการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธของชาวนาในขนาดที่ใหญ่เช่นนี้และกระจัดกระจายทั่วภูมิภาคเช่นนี้ สถานการณ์การปฏิวัติของพรรคเอื้ออำนายมากยิ่งขึ้น เมือเกิดการลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาในกรณี 14 ตุลาคม 2516 นำมาซึ่งการเมืองแบบประชาธิปไตยชั่วขณะหนึ่งและนำมาซึ่งความผ่อนคลายทางการเมืองของชนชั้นปกครอง ช่วงนี้งานของพรรคก็ยังขยายตัวต่อไป นอกจากนี้ยังเกิดสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยในระดับสากล อย่างเช่นเกิดการปฏิวัติใน 3 ประเทศอินโดจีน ในกรณีของ ลาว เขมร เวียดนาม เมื่อปี 2518 ในสถานการณ์ดังนี้ทำให้เกิดการปลุกเร้าอย่างสำคัญ ที่ชี้ให้เห็นว่าการปฏิวัติในประเทศไทยเป็นไปได้ สังคมนิยมในไทยใกล้เข้ามาแล้ว เหตุการณ์ต่อมาคือ กรณี 6 ตุลาคม 2519 ยิ่งหนุนเสริมกระแสการปฏิวัติของ พคท. เพราะเกิดการไหลของนักศึกษา ปัญญาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับ พ.ค.ท. ก่อให้เกิดการขยายงานของพรรคอย่างมากมายทั่วประเทศ ทั้งในเขตภาคใต้ เหนือ อีสาน การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัว สงครามกลางเมืองได้ขยายตัวออกไป อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นในช่วงนี้เองเราอาจจะพูดเป็นองค์รวมได้ว่า เป็นยุคทองของการต่อสู้ทางการเมืองของ พคท. มันขึ้นสู่กระแสสูงสุดเป็นช่วงที่การลุกขึ้นสู้ของชาวนาขยายตัวอย่างกว้างขวาง เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องใช้เงินอย่างมหาศาลเพื่อมาปราบปรามการลุกขึ้นสู้ของ พคท. เหตุการณ์ดำเนินเรื่อยมาจนปี พ.ศ. 2522 เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์สากลที่ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อแนวทางและนโยบายของพรรค นั่นคือ เกิดกรณีเวียดนามรุกรานกัมพูชา และนำมาสู่การที่จีนทำสงครามกับเวียดนาม เมื่อเกิดสถานการณ์สากลที่ไม่เอื้ออำนวยในลักษณะที่กระแสสังคมนิยมสู้รบทำสงครามกันเอง ประกอบกับการที่รัฐบาลเริ่มใช้นโยบายผ่อนปรนในปี 2523 รัฐบาลออกนโยบาย เรียกว่า 66/23 เพื่อเลิกใช้นโยบายปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ใช้นโยบายทางการเมือง เพื่อให้คนที่เข้าร่วมกับ พคท. ออกมาใช้ชีวิตปกติอยู่กับสังคมได้ กระแสต่างๆ เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดผลกระเทือนในทางด้านลบกับ พคท. อย่างมาก ทำให้เกิดความระส่ำระส่ายในกระบวน ก่อให้เกิดการแตกแยกและสมาชิกที่ร่วมการต่อสู้กับพรรคจำนวนมกนั้นออกมาจากพรรค ทยอยออกมาทีละน้อย มาใช้ชีวิตปกติในสังคม ในช่วงนี้เอง ปี 2524 พรรคได้เปิดการประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 4 ในการประชุมพรรคครั้งนี้ได้มีการโต้แย้งกันขนานใหญ่กลายเป็นกระแสหลัก คือการวิเคราะห์สังคมว่าจะมีการวิเคราะห์สังคมไทยอย่าไรดี ท้ายที่สุดแล้วเกิดความเห็นไม่ลงรอยกันการวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ในครั้งนี้เองคุณประชา ธัญไพบูลย์ ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นเลขาฯ พคท. เทนคุณเจริญ วรรณงาม ที่ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามการประชุมสมัชชาครั้งที่ 4 ไม่ทันกาลเสียแล้ว การแตกแยกและการขัดแย้งภายในพรรคที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น เขตงานต่างๆ เริ่มวางอาวุธมอบตัวกับรัฐบาล หลัง พ.ศ. 2525 กระแสการลุกขึ้นสู้ในชนบทเริ่มลดลงสถานการณ์เริ่มเลวร้ายมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งถึงปี 2532 คณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคถูกจับกุมทั้งคณะในขณะที่กำลังเปิดการประชุม ดังนั้นตั้งแต่หลังปี 2532 เป็นต้นมา กระแสการเคลื่อนไหวของพรรคก็ลดลงและเงียบหายไป เราคงไม่อาจจะทราบได้ว่า พรรคยังเคลื่อนไหวหรือทำอะไรอยู่ อย่างไรก็ตาม กระแสก็หมดไปแล้ว ดังนั้นเราจึงได้บทเรียนทางประวัติศาสตร์อย่างไรบ้างเมื่อมาถึงวันนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของพรรค ในโอกาส 1 ธันวาคม 2545 ครบรอบ 60 ปี ของพรรคยังเป็นสิ่งที่ต้องน่าพูดถึงอย่างน้อยในประเด็นหลัก 4 ประเด็น คือ 1.พคท.เป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะเด่นชัดในเชิงอุดมการณ์ที่จะสร้างสังคมใหม่ ที่เป็นสังคมนิยมขึ้นในประเทศไทย การมีอุดมการณ์ ความต้องการให้ไทยปราศจากการกดขี่ คือสังคมที่เท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นการมีอยู่ของพรรคก็ยังทรงความหมายว่าอย่างน้อยที่สุด ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ก็ได้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ได้พยายามต่อสู้ 2.ความสัมพันธ์กันระหว่างการเติบโตของพรรคกับการต่อต้านเผด็จการ ในช่วงที่เผด็จการมีอำนาจในประเทศไทย ช่วงนั้นคือ ช่วงยุคทอง เป็นช่วงที่การต่อสู้ของพรรคมีการขยายตัวของการต่อต้านเผด็จการ 3.เรายังตีความพรรคได้อีกลักษณะหนึ่ง คือ ในฐานะที่เป็นองค์กรชาตินิยมและเป็นองค์กรที่ชูเป้าหมายในการต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริการอย่างชัดเจนที่สุด ในสมัยที่เกือบจะไม่มีใครชูประเด็นนี้และรัฐบาลยังใช้นโยบายเป็นมิตรกับอเมริกา 4.เรายังอาจประเมินได้ว่า การต่อสู้ภายใต้การนำของพรรคเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประชาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนชั้นชาวนาไทย เพราะชาวนาไทยก่อนหน้านี้ แม้จะยากจนต่ำต้อยมาก แต่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ ไม่เคยมีครั้งใดที่จะลุกขึ้นสู้เช่นนี้ หรือถ้ามีอยู่บ้าง ความพยายามต่อต้านของชาวนาในอดีต ก็ไม่เคยบรรลุและจะโดนปราบอย่างรวดเร็ว ยกเว้นการต่อสู้ของ พคท. นี้เองทำให้คงการต่อสู้ของชาวนาไว้ได้นานที่สุด เป็นขบวนใหญ่ที่สุดและทรงประสิทธิผลที่สุด บทเรียนจากความผิดพลาดก็มีการพูดถึงกันมาก แต่ในที่นี้ขอเสนอว่า ประเด็นที่หนึ่ง การตกต่ำของ พคท. เกิดขึ้นภายใต้การถดถอยและความตกต่ำของกระบวนการสังคมนิยมทั่วโลก เราทราบต่อมาว่า กระบวนการนี้นำมาสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต เพราะฉะนั้นเราไม่ควรมองการล่มสลายของพคท.อย่างโดดเดี่ยว ประเด็นที่สองคือ การนำที่ผิดพลาดของผู้นำ ซึ่งก็มีอยู่จริง แต่เราคงต้องประเมินผลของความผิดพลาดนั้น ว่ามีความรุนแรงเช่นไร เพราะฉะนั้นการเปิดสัมมนาเรื่องบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของ พคท. ที่เราจะเริ่มกันก็จากจุดนี้ อ.ประวุฒิ : ขอขอบคุณ อ.สุธาชัย ที่รายงานประวัติพรรคได้ดีมาก ผมมีเสริมนิดเดียว คือ ช่วงที่ออกหนังสือพิมพ์เศรษฐสาร ผู้เป็นบรรณาธิการคือ คุณล้วน ปั้นน้อย นอกจากเศรษฐสารแล้วมี หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ ที่คุณเปลื้อง วรรณศรี เป็นบรรณาธิการและมีหนังสือ ชีวทัศน์ คนที่รับผิดชอบคือ คุณประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แต่ความจริงเป็นผลงานส่วนรวม ผมขอพูดในประเด็นที่ว่า ทำไมพรรคจึงต้องสลาย พูดถึงพรรคแท้ๆ ถามว่าถ้าสากลเปลี่ยนแปลงจะสะเทือนถึงเราไหม ตอบต้องสะเทือน หรือการที่รัฐบาลดำเนินนโยบาย 66/23 ให้ผู้ที่ต่อสู้ในป่าให้มามอบตัวได้ โดยไม่เอาผิด อีกอย่างคือ พยายามติดต่อไปยังประเทศพี่น้องหรือพรรคพี่น้องทำนองว่าไม่ให้ช่วย พคท. โดยดำเนินนโยบายให้กลับด้าน พยายามเกลี้ยกล่อมให้พรรคพี่น้องไม่หนุนช่วย ก็คงจะได้บ้าง เพราะบางประเทศก็ไม่ได้ช่วยเรา จริงๆ คำว่า ไม่ช่วยคือไม่ได้ไม่ได้ตัด 100% หมายความว่าช่วยในระดับ Shality level คือให้อยู่ให้กิน ถ้าใครไม่มีญาติกลับมาไม่ได้ก็อาศัยอยู่ในประเทศเขา เขาก็ให้อยู่ให้กิน เรียกว่าระดับสงสารเมตตาปรานีทำนองนี้ เพราะฉะนั้นคนไหนที่กลับไม่ได้ ไม่มีญาติ เขาก็ไม่ขับไล่ก็ยังอาศัยเขาได้ เมื่อกระแสเป็นอย่างนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จึงอ่อนลง แต่กระแสความรู้สึกของผมคือ สหายทุกคนยืนหยัดไม่มีคนไหนยอมรับว่าตัวผิด ไม่มีคนไหนที่คิดว่าลัทธิมาร์กซเลนิน ความคิดเหมาเจ่อตุงล้าสมัย จนกระทั่งบัดนี้สหายทุกคนก็ยังยืนหยัดอย่างนี้อยู่ ไม่มีใครคิดว่าตัวหลงผิด คำว่าหลงผิดคือคำของฝ่ายตรงข้าม ส่วนจะยืนหยัดว่าแบบไหนอย่างไรนั้น รูปการอย่างไรนั้น ก็แล้วแต่ความเหมาะสม อย่างบางคนหรือสหายจำนวนหนึ่งก็ได้หารือกันว่าพรรคยังอยู่ แต่จะใช้ชื่อ พคท. อยู่ไหมอย่างนี้เป็นต้น ทุกวันนี้ พ.ร.บ.ป้องกันคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีแล้ว การปราบคอมฯ อย่างเปิดเผย โดยนำ พ.ร.บ.คอมฯ มาจับ คงจะไม่ได้ แต่ว่าจะสรุปว่า เดี๋ยวนี้เป็นประชาธิปไตยจ๋า คอมมิวนิสต์สามารถดำเนินการเปิดเผยได้ โดยที่ฝ่ายอื่นไม่ทำอะไร พวกเราส่วนมากยังสรุปว่า สถานการณ์ไม่ใช่อย่างนี้ คำว่าปฏิวัติที่ทหารทำคือไม่ได้ปฏิวัติอะไร แย่งอำนาจกัน เปลี่ยนชุดแล้วชุดเล่าก็ดำเนินนโยบายเหมือนกัน อย่างนั้นเขาไม่เรียก แต่ถ้าเปลี่ยนระบอบ เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ปัจจัยการผลิต กรรมสิทธิ์จากคนรวยหรือจากเจ้าที่ดินให้มาเป็นกรรมกรชาวนา หรือโรงงานอุตสาหกรรมมาเป็นของสังคมส่วนรวม จึงเรียกว่าการปฏิวัติ แต่การเปลี่ยนแปลงอาจจะดำเนินการอย่างมีจังหวะก้าว เช่น การยึดกรรมสิทธิ์ที่เป็นของเอกชน เราไม่ได้เอามาทีเดียว นายทุนคนไหนไม่เป็นปฏิปักษ์อาจจะไม่ยึดก็ได้ อาจจะยึดมาแต่ว่าเชิญเป็นที่ปรึกษาอยู่หรือเชิญเป็นกรรมการเจ้าหน้าที่อยู่ เจ้าที่ดินเหมือนกันคนไหนไม่ต่อต้านอาจจะไม่ลงโทษ อาจจะให้พ้นตำแหน่งเสียด้วยซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น แต่กระนั้นในความรู้สึกฝ่ายบ้านเมืองไทย กลัวคอมฯ มากๆ ความจริงเขาก็มีผู้เชี่ยวชาญ เขาศึกษาคอมฯ เราประมาทเขาไม่ได้ แต่ว่าเขาอาจจะยังศึกษามันไม่ดี ผมก็ถือโอกาสเผยแพร่ความรู้มา ณ โอกาสนี้ด้วย ตามคำสอนของลัทธิมาร์กซ คนที่เคยขูดรีด ผมเอามาจาก Principle of Communist ของมาร์กซ ก่อนเขียน Manifesto (แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์) มีเขียนว่า คนขูดรีดถ้าคิดยุติการขูดรีด เราให้อภัย เราไม่ลงโทษ ที่ขูดรีดมา แล้วไป คือไม่ถือโทษ เพราะฉะนั้นก็ให้ทางออกแก่คน เพราะว่าการมีชนชั้นเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ การเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นความเป็นมาในประวัติศาสตร์ และหลักของพรรคก็คือลดทอนการต่อสู้ การขัดขวาง ลดการต้านทานเหลือให้น้อย คนไหนไม่ใช่ศัตรูร้ายไม่ต่อต้านจริงๆ เขาก็ไม่ลงโทษ เราไม่ได้ถือว่าเป็นคอมฯ ต้องรุนแรง ต้องถือเป็นการฆ่าคนหรือยิงคน ต้องเอาคนมายิงเป้าเป็นความปรารถนาสูงสุด ไม่จำเป็นต้องการให้ใครเสียเลือดเสียเนื้อ และไม่ต้องการให้ใครหนีไปประเทศอื่น การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องการความร่วมไม้ร่วมมือกัน เราต้องยอมรับว่าชนชั้นนายทุนมีความสามารถในการบริหารจัดการ เราเองเป็นคนกรรมกรชาวนาเรายึดถือกรรมกรชาวนาเป็นหลักจริง แต่ฝ่ายกรรมกรชาวนาหรือปัญญาชนที่ยืนข้างกรรมกรชาวนา ไม่ใช่ว่าจะได้เรียนวิชาการบริหารจัดการ เราต้องขอปรึกษา เพราะฉะนั้นท่านทักษิณอย่าเพิ่งหนีก็ต้องขอคำปรึกษาอยู่ดี เราต้องการให้ประเทศของเราเจริญเท่านั้น ต้องการให้เลิกการกดขี่ขูดรีดกัน เลิกอย่างมีจังหวะก็ได้ แต่ว่าไม่จำเป็นต้องรุนแรง ให้ทางออกที่มีเกียรติแก่คนอื่นที่เคยถูกขูดรีดมา แต่ว่าอย่างไรก็ตามการขูดรีดต้องยกเลิก การกดขี่ต้องยกเลิก ยกเลิกอย่างมีจังหวะก้าว เพราะฉะนั้นในแง่นี้ก็ขึ้นชื่อว่าคอมฯ แล้ว ท่านอย่าไปนึกว่าต้องเป็นพวกรุนแรง การที่ประเทศของเราเป็นประเทศทุนนิยม ถ้าเป็นทุนนิยมธรรมดาก็พอคุยกัน แต่ถ้าเป็นทุนนิยมแบบเป็นนายหน้าเขา เป็นทุนต่างชาติการส่งเสริมการลงทุนโดยเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามามากๆ กดขี่มากๆ ยกเลิกกฎหมายทุกอย่างเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาเต็มที่ อย่างนี้เรายอมไม่ได้ ประชาธิปไตยของเราเหมือนกัน ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ มีซากเดนความคิดไม่เป็นประชาธิปไตยที่ค้างอยู่ที่เป็นประชาธิปไตยวิทยาศาสตร์ค่อนข้างมาก เรื่องอย่างนี้เราก็ต้องการการพัฒนาอย่างละมุนละม่อมมากที่สุด แต่จะได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิธีการด้วย คือ ยินดีให้ทางออกแก่ผู้รักความเป็นธรรม รักความก้าวหน้า รักวิทยาศาสตร์ เราก็เน้นประชาธิปไตย เน้นความเสมอภาค เกิดมามนุษย์เราเท่าเทียมกัน เรายังถือเช่นนี้อยู่ เพราะฉะนั้นใครคิดว่าตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ตัวได้รับสิทธิมาจากสวรรค์ต้องให้เวลาปรับปรุงตัวได้ พคท. ไม่เคยประกาศยุบพรรค เนื่องจากผมเป็นวิทยากร ก็ได้ไปสัมมนาในภาคต่าง ๆ เจอสหายสมาชิกพรรคในภาคต่าง ๆ ทุกภาคยังไม่มีใครล้าสักคนเดียว ทุกคนยังไม่คิดว่าตัวผิด ตัวหลงผิด ยังเชื่อมั่น แม้ไม่ได้เจอพรรคนาน เขายังไม่ได้คิดเลิก กิจการเขาก็ทำตามเงื่อนไขที่เขาทำ มีสหายอาวุโสไปเจอบางคนก็น้ำตาไหล ผมก็อดไหลกับเขาไม่ได้ เพราะดีใจนึกว่าเลิกกันแล้ว สหายส่วนใหญ่ยังไม่เลิก ผมรู้สึกว่าลัทธิมาร์กซเมื่อเข้าไปในจิตใจคน มันก็ยึดกุมจิตใจของคน ชนิดว่าเลิกไม่ได้ ยึดมั่นในจิตใจจริงๆ เพราะฉะนั้นในกำหนดครอบรอบ 60 ปี 1 ธันวาคม ผมก็ทราบซึ้งในสหายอาวุโสสหายเก่าๆ ที่เขาปูทางเอาไว้ รุ่นผมมันรุ่นค่อยเกิดมาทีหลัง จริงอยู่ผมจะเข้า 70 แล้ว แต่สมัยที่ผมฝึกตัวมานั้นเป็นรุ่นเยาวชน แต่ก็ไม่ใช่รุ่นอาวุโส ในนี้มีรุ่นอาวุโสหลายคน ลุงไสวก็รุ่นอาวุโส ยืนหยัดอยู่นาน คุณไหมเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับผม ในด้านต่อสู้แล้วต้องยอมรับว่าท่านเป็นผู้หญิงก็จริง ช่วงที่ท่านยืนหยัดในป่า ดูท่านแข็งแรงไม่ได้สะดุ้งสะเทือน ส่วนผมเป็นปัญญาชน ได้แต่ช่วยคิดช่วยเขียน ช่วยสนับสนุนทางวิชาการ บางคนได้ต่อสู้มาได้ยิงปืนมา ถ้าเข้าแถวว่าผู้มีเกียรติ ผมต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะผมสู้น้อยกว่าคนอื่น ยังไม่ได้มีกระสุนฝังในหัวเหมือนกับบางคน บางคนทุกวันนี้เขายังยืนหยัดอยู่ ยังต่อสู้อยู่ ผมก็ขอชมเชยและสรุปก็คือว่า พคท.ยังไม่ได้เลิก ยังไม่ล่มสลาย มีคุณูปการประเทศไทยและประชาชนหรือไม่ มีครับ ผมอาจจะพูดไม่หมดให้สหายเติมแล้วกัน คุณูปการข้อเบื้องแรกก็คือ เป็นผู้ให้การศึกษาการเผยแพร่ทฤษฎีและวรรณกรรมออกมาเป็นระบบ ทั้งเป็นสิ่งพิมพ์ ส่วนมากมาจากพรรค อันที่สอง ก็คือ ให้การศึกษาในการเข้าไปจัดตั้ง เข้าไปจัดตั้งมีทั้งกรรมกรและชาวนา แล้วต้องชมเชย สหายอาวุโส ผมบังเอิญช่วงเข้าป่าช่วงสุดท้ายได้ไปเจอสหายอาวุโสหลายท่าน ท่านเหล่านั้นก็ได้ยืนหยัดอยู่ ท่านเหล่านั้นก็ได้นอบน้อมถ่อมตัว เท่าที่ผมเจอสหายอาวุโส ท่านก็คุยกับผมว่าผมยังศึกษาไม่สูงนะ บางคนก็ว่าผมเป็นกรรมกร บางคนก็ว่าผมจบแค่ ม.6 เท่านั้น ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่อง แต่เตือนเราให้ศึกษาอะไรบ้าง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องชมเชยท่านในแง่ที่ว่า ท่านไปวางเครือข่ายจัดตั้งค่อนข้างกว้างขวาง ทุกวันนี้ผมยังคิดว่าในบรรดาพรรคการเมืองที่มีอยู่ เราไม่ได้ดูถูกก็คือ ของเราไม่ได้มีปริมาณสมาชิกมาก แต่ว่าปริมาณที่มีคุณภาพและเหนียวแน่นทางจัดตั้ง เราเคยมีระเบียบวินัย เราเคยมีการจัดตั้ง การจะเป็นสมาชิกพรรคนั้นต้องรับการสอนให้เป็นกองหน้าของชนชั้นกรรมาชีพ ต้องขึ้นต่อพรรคอย่างไม่มีเงื่อนไข พรรคเราไม่มีใครแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ส่วนตัว มีแต่เข้ามาแล้วต้องทำงาน ต้องต่อสู้เพื่อส่วนรวม ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็เช่น 1.พรรคอมฯ ที่เราใช้อยู่ เดิมเราใช้ชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์ เพราะว่ายึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิมาร์กซ-เลนิน แต่ว่าควรใช้ชื่ออย่างนี้หรือเปล่า ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่ามันเป็นประวัติศาสตร์น่าจะใช้ชื่ออย่างนี้ เป็นเกียรติภูมิ อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความเห็นว่าใช้ชื่อนี้ การทำงานอาจจะไม่ประสิทธิภาพ ใช้ชื่ออื่นดีไหมเช่น สันนิบาตคอมมิวนิสต์ “อาจารย์ใจ” มาใช้ว่า สันนิบาตลัทธิมาร์กซประชาธิปไตยแรงงาน ไม่ได้ต่อต้านอะไร รัฐบาลก็ไม่ตื่นเต้นอะไร ก็มีคนว่าเปลี่ยนชื่อดีไหม ก็ยังไม่เป็นเอกภาพ แต่ว่า พคท.ยังอยู่ แต่จะออกมาในรูปของอะไร ชื่ออะไร องค์อะไร เขามีองค์กรหลายองค์กร เครือข่ายที่ดำเนินการต่อสู้ในรูปประชาชนรูปแบบต่างๆ แล้วหนีไม่พ้นที่จะมีผู้ปฏิบัติงานเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยโดยตรงและโดยตรงและโดยอ้อมไม่มากก็น้อย ต้องพูดไว้อย่างนี้ นโยบายของพรรคที่ควรหยิบมาดำเนินการต่อมีอะไรบ้าง คือเพื่อให้เห็นว่าพรรคยังมีอยู่ ผมได้เอาหนังสือมา จะเอาไปดูก็ได้ เป็นหนังสือผลงานของสหายคนหนึ่งมีวิเคราะห์สังคมไทยไว้ว่า นโยบายของพรรคคอมฯยังคงอยู่ นโยบายเฉพาะหน้ายังมีอยู่มี 19 ข้อ นโยบายด้านต่างๆ เช่น นโยบายด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านการศึกษา ด้านสาธารณะสุข ด้านต่างประเทศ ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เป็นต้น ยกตัวอย่างด้านการเมืองมีไว้ว่า สามัคคีพลังประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพชนชั้นรวมทั้งพรรคการเมืองกลุ่มและองค์การทั้งปวงที่รักชาติประชาธิปไตยคัดค้านการรุกรานและการครอบงำของทุนผูกขาดข้ามชาติ เราได้มองเห็นว่า รัฐบาลบางประเทศที่ยินดีทำให้ประเทศเป็นทุนนิยม จะเจริญต้องทำเป็นทุนนิยมเข้าไว้ ที่นี้ทุนนิยมเข้าไว้ ที่นี้ทุนนิยมก็ถือตามที่ว่าคือ ทุนข้ามชาติ แล้วก็อัญเชิญต่างชาติมากดขี่เรา ละเมิดอธิปไตย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสามัคคีกับพลังต่างๆ คัดค้านการรุกราน และการครอบงำของการผูกขาดข้ามชาติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างถึงที่สุดอย่างเด็ดเดี่ยว คัดค้านรัฐบาลพรรคการเมือง องค์กรและกลุ่มตัวแทนผลประโยชน์ของนายทุนผูกขาดและนายทุนนายหน้า ปัจจุบันสนใจคำว่า “นายทุน-นายหน้า” ให้ดีนะครับ นายหน้าภายในประเทศเพราะทุนต่างชาติเขามาผ่านนายหน้า ที่สมคบหรือส่งเสริมสนับสนุนให้ประเทศตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการครอบงำของทุนผูกขาดข้ามชาติ เพราะฉะนั้นต้องสังเกตว่า อย่างอเมริกาจะไปบอมบ์ประเทศอื่น บางทีอู่ตะเภาของเรายังเป็นฐานทัพ เขายังไม่เลิก เพราะฉะนั้นจะชักนำให้ประเทศเราเป็นปฏิปักษ์กับประเทศเพื่อบ้านหรือปฏิปักษ์กับประเทศอิสลาม ถ้าเราไม่มีเอกราชประชาธิปไตยเต็มที่ เอาประเทศเราเป็นฐานทัพ เราก็เป็นปฏิปักษ์กับประเทศกลุ่มอาหรับเขา อย่างเขาจะบอมบ์อิรัก เขาจะดึงเราไปเกี่ยวหรือไม่ ก็ไม่รู้ แต่ในฐานทัพของประเทศเราอย่างสัตหีบ ยังเป็นที่ที่เครื่องบินเขาลงได้ เพราะฉะนั้นสรุปว่า พคท.ยังไม่เลิก เราถือคำสอนว่าด้วยภารกิจทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นกรรมาชีพ ทุกวันนี้ประเทศเราเป็นทุนนิยม กับภาคกรรมกรเรามากขึ้น อย่างน้อยก็ 4,000,000 คน หนีไปทำงานต่างถิ่นก็มี รายได้ก็ตกต่ำ ชาวนาจนชาวนากลางชั้นล่างก็ไม่น้อยกว่ากัน คิดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเหมือนกันรวมแล้วเป็น 14 ล้าน แต่เรายังขาดความรู้ทางการเมือง ถ้าหากว่าคน 14 ล้านประกอบด้วยปัญญาชนแบบอาจารย์นี้จำนวนหนึ่งรวมเข้าไปก็ประมาณ 20 ล้าน คนทำงานของประเทศไทยก็ไม่เกิน 30 ล้าน เรามีคน 60 กว่าล้านถือเป็นวัยทำงาน ถ้าหากว่าเราตื่นตัวไม่ต้องตื่นตัวหมดหรอกครับ ตื่นตัวสัก 4-5 แสน ก็มีพลังพอสมควร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยเรายังมีทางออกมีความหวัง พคท.นั้นไม่เลิก มีนโยบาย สรุปบทเรียนย้อนดูอดีตวิเคราะห์ปัจจุบัน และก้าวสู่อนาคต นี่ก็เป็นสรุปบทเรียนของพรรคเหมือนกัน และก็มีนโยบายเฉพาะหน้า 19 ข้อ แล้วก็มีหนังสือที่พรรคสรุปบทเรียนมา สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พคท.ยังอยู่ ดร.ไสว : อ.ประวุฒิก็บอกว่าพรรคยังอยู่หรืออย่างไรก็ตามแต่นะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องยอมรับในวันนี้ก็คือว่า ขบวนการประชาชนมีความอ่อนแอ แม้ว่าพรรคจะอยู่หรือไม่อยู่ก็ตามแต่ และอันนี้คือปัญหาที่สำคัญที่สุดของเราในขณะนี้การที่เราจะทำอย่างไรให้ขบวนการประชาชนให้เข้มแข็ง แน่นอนที่สุดอันดับแรก เราต้องสามารถสรุปบทเรียนทางประวัติศาสตร์ถึงการล่มสลาย เพราะผมยังไม่เห็นว่า มีกิจการเป็นรูปธรรมของพรรค คือถ้าเราไม่สามารถสรุปบทเรียนได้ว่าทำไม ขบวนการประชาชนที่เคยเข้มแข็ง ทำไมจึงล่มสลายไป ถ้าบทเรียนตรงนี้สรุปไม่ได้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นแรกที่ผมคิดว่าสำคัญและนำเสนอ นอกจากนี้แล้วเรื่องยุทธศาสตร์หรือนโยบายที่สำคัญขแงขบวนการประชาชนหรือพรรคการเมืองของประชาชนควรจะมีเป็นอย่างไร ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะทำให้ขบวนการประชาชนเข้มแข็งได้ อีกประเด็นคือเงื่อนไขของการที่จะทำให้เกิดพรรคการเมืองของประชาชน หรือว่าขบวนการประชาชนเข้มแข็งมีอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องพูดคุยสรุป จึงจะเกิดขบวนการประชาชนที่เข้มแข็งได้ ความจริงเป็นเรื่องที่ยากมาก ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ๆ ทั้งนั้น ผมก็ขอเท่าที่เวลามี ขอพูดประเด็นแรกก่อน ในทัศนะของผมทำไมขบวนการประชาชนจึงล่มสลาย ท่านวิทยากรก็พูดถึงหลายประเด็น มีทั้งการวิเคราะห์สังคมผิดพลาด การนำผิดพลาด หรือชนชั้นปกครอง รัฐบาลเสนอนโยบาย 66/23 เหล่านี้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นปัญหารอง ปัญหาสำคัญที่สุดที่ขบวนการประชาชนล่มสลายก็เพราะว่า อุดมการณ์สังคมนิยมของลัทธิมาร์กซล่มสลาย เพราะว่าสังคมนิยมแบบลัทธิมาร์กซได้มีการนำไปใช้ในประเทศโซเวียตนำไปใช้ในประเทศจีน ปรากฏว่าไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่เราทราบกัน ในจีนเองถึงบอกว่ายังยึดลัทธิมาร์กซ แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันหันหลังให้กับลัทธิมาร์กซแล้ว กำลังมุ่งสู่ทุนนิยม แม้แต่ตอนนี้นายทุนก็เข้าเป็นสมาชิกพรรคได้ แล้วจะบอกว่ายึดลัทธิมาร์กซได้อย่างไร นี้คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ถ้าอุดมการณ์ล่มสลายแล้ว ไม่มีอุดมการณ์ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ไม่ต้องพูดถึงการนำ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอะไร เรายังไม่รู้เลยว่า เราจะทำสังคมแบบไหนให้ดี สังคมอย่างไรที่เราจะสร้าง เนื่องจากที่เรายึดอยู่มันพิสูจน์แล้วว่า มันล่มสลายมันใช้ไม่ได้มันไม่ดี ถ้าตรงนี้เราไม่ชัดเจนว่าแล้วที่ดีคืออะไร ก็ไม่มีทางที่ขบวนการจะเกิดขึ้นได้ ถ้าตรงนี้เราไม่ชัดเจน สิ่งนี้ผมจึงคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ขบวนการประชาชนไม่เติบโต เพราะขบวนการประชาชนขาดอุดมการณ์ ขาดปรัชญา หลายท่านก็จะบอกว่า มีปัญหาหรือล่มสลายเกิดจากการที่ไม่สามารถประสานลัทธิมาร์กซเข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคมได้ มีทัศนะความคิดเช่นนี้มากในหมู่นักเคลื่อนไหวหรือในหมู่ชาวลัทธิมาร์กซ แต่ว่าลัทธิมาร์กซ ยังถูกต้องอยู่ แต่ว่าเอาไปใช้ไม่ถูก จึงมีปัญหา นี้ก็เป็นทัศนะหนึ่ง แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าความเป็นจริงแล้ว ตัวลัทธิมาร์กซเองนั่นแหละที่เป็นตัวปัญหา เมื่อทฤษฎีชี้นำหรือสิ่งที่เรายึดอยู่มีปัญหา มันจึงนำไปสู่ปัญหา คือผมมีความเห็นต่อลัทธิมาร์กซหลายประเด็น แต่ในที่นี้ต้องการเสนอเป็นเพียงประเด็นสำคัญบางประเด็นที่นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมลัทธิมาร์กซ
ก่อนที่จะพูดปัญหาลัทธิมาร์กซ อยากจะสำรวจก่อนว่า ทำไม อะไร เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้สังคมนิยมในโซเวียตหรือในจีนไม่ประสบความสำเร็จก่อน ก็มีหลายปัญหา บางคนก็บอกว่าเกิดจากการที่ใช้ความสัมพันธ์การผลิตที่ล้ำหน้า พลังการผลิตคือพลังการผลิตไม่พอที่จะเป็นสังคมนิยมแต่ไปใช้ระบบสังคมนิยม คือใช้การผลิตแบบรวมหมู่ แต่ขณะที่กำลังการผลิตยังล้าหลัง นี่คือปัญหาหนึ่ง ในทัศนะของผมสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมนิยมแต่ไปใช้ระบบสังคมนิยม คือใช้การผลิตแบบรวมหมู่ แต่ขณะที่กำลังการผลิตยังล้าหลัง นี่คือปัญหาหนึ่ง ในทัศนะของผมสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมนิยมไม่เป็นจริงในสหภาพโซเวียตก็ดี หรือในจีนก็ดี ในระบบสังคมนิยมนั้นไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีจิตใจรับใช้สังคมหรือจิตใจเพื่อสังคมได้คือปัญหาหลัก คือไม่สามารถสร้างคนที่มีจิตสำนึกต่อสังคมหรือมีจิตใจรับใช้ประชาชนตามที่เราได้รับการอบรมหรือเมื่อก่อนที่เราถูกสั่งสอนว่าเราจะต้องมีจิตใจรับใช้ประชาชน ถ้าสังคมนิยมระบบที่ไม่มีคนที่มีจิตใจรับใช้ประชาชนแล้วไม่มีทางสำเร็จได้เพราะเราเห็นรูปธรรมอยู่ อย่างจะเห็นได้ว่าในโซเวียตหรือในจีนเกิดชนชั้นอภิสิทธิ์ชนขึ้นมาเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว คนที่อยู่ในอำนาจรัฐไม่ได้มีจิตสำนึกเพื่อสังคมแต่มีความเห็นแก่ตัวทำให้เกิดลักษณะอภิสิทธิ์ชน ถึงแม้ว่าปัจจัยการผลิตจะเป็นของรัฐ แต่ว่าผู้คุมอำนาจรัฐมีความเห็นแก่ตัวก็จะเกิดคอร์รัปชั่นเกิดการที่นำทุนหรือประโยชน์ต่างๆ เพื่อตัวเองมันก็ไม่ต่างจากนายทุนแบบใหม่ ที่ถึงแม้จะไม่เป็นเจ้าของทุนแต่มีอำนาจบริหารก็สามารถที่จะเอาประโยชน์มาเข้าตัวเอง อันนี้คือสาเหตุหลักที่ในระบบสังคมนิยมไม่สามารถสร้างคน ในระบบสังคมแบบลัทธิมาร์กซ ไม่สามารถสร้างคนที่มีจิตใจรับใช้ประชาชนได้เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว ก่อนได้อำนาจรัฐมีการต่อสู้ที่แหลมคมมีการต่อสู้ที่ยากลำบาก เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีจิตใจที่มีความสุขต่อการรับใช้ประชาชนก็อยู่ไม่ได้ มันหล่อหลอมมันคัดเลือกในตัว ฉะนั้นคนรุ่นแรกก็ยังดีอยู่ ต่อๆ มาก็ไม่สามารถสร้างได้ ถามว่าเป็นปัญหาอัตวิสัยหรือไม่ เป็นปัญหาที่ตัวบุคคลหรือไม่ ในความเห็นผมไม่ใช่ มันเป็นปัญหาภาวะวิสัยเป็นปัญหาที่เนื่องจากเกิดจากการยึดลัทธิมาร์กซในการสร้างสังคมนิยม โดยสรุปแล้วในทัศนะของผมการที่สังคมนิยมไม่สามารถประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีจิตใจรับใช้สังคมได้ อันนี้คือสาเหตุหลัก ฉะนั้นถึงแม้คุณจะมีระบบเป็นสังคมนิยม แต่ถ้าไม่มีคน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดสังคมในอุดมคติที่เราต้องการ ทีนี้เรากลับมาดูว่าทำไมลัทธิมาร์กซจึงไม่สามารถสร้างตรงนี้ได้ สิ่งแรกคือตัวปรัชญา ปรัชญาลัทธิมาร์กซ ก็คือปรัชญาวัตถุนิยม ปรัชญาวัตถุนิยมบอกว่า วัตถุเป็นตัวกำหนดจิต วัตถุในที่นี้หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือสังคมด้วยเป็นตัวกำหนดจิต จิตเป็นเพียงสิ่งสะท้อนของวัตถุ วัตถุในที่นี้หมายถึงสังคมหรือสภาพแวดล้อมด้วยที่ไม่ใช่จิตใจ วัตถุมีกฎเกณฑ์การพัฒนาทางธรรมชาติที่แน่นอน ซึ่งจิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง แต่ได้ในกรอบที่จำกัด โดยรวมแล้วสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดจิตใจของมนุษย์ เมื่อมาร์กซเอาวัตถุนิยมวิพาษวิธี ไปวิเคราะห์สังคม วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ก็จะได้วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ซึ่งบอกว่า การพัฒนาประวัติศาสตร์เกิดจากความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตและความสัมพันธ์การผลิต พลังการผลิตจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์จะพัฒนาพลังการผลิต ความสัมพันธ์การผลิตใดที่ไม่สอดคล้องกับพลังการผลิต มันจะทำให้พลังการผลิตไม่พัฒนาและความสัมพันธ์การผลิตนั้นจะต้องเปลี่ยนไป สังคมก็จะพัฒนาจากสังคมชุมชนบุพกาล เมื่อพลังการผลิตพัฒนาขึ้นก็เป็นสังคมทาส สังคมศักดินา จากศักดินาก็เป็นทุนนิยม เพราะว่าพลังการผลิตมันพัฒนาไป ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบเดิม มันไม่สอดคล้องอย่างเช่นสังคมนิยมปัจจุบัน มีพลังการผลิตแบบรวมหมู่มากมาย แต่ว่าพลังการผลิตแบบทุนนิยมมันทำให้เกิดสภาพทุนล้นเกิน เนื่องจากว่าเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตแบบทุนนิยมมันทำให้เกิดสภาพทุนล้นเกิน เนื่องจากว่าเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต แต่ในขณะที่ทุนมีลักษณะของสังคมแต่เอกชนเป็นเจ้าของ มันจะทำให้การผลิตเกิดสภาพทุนล้นเกิน และทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างที่เราเห็นอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นสังคมนิยม ซึ่งจะเป็นความสัมพันธ์การผลิตที่ก้าวหน้ากว่าสามารถแก้ปัญหาของทุนนิยมได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ ดูวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ของลัทธิมาร์กซ เราจะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายของลัทธิมาร์กซต่อสังคมมนุษย์ คือต้องการให้สังคมมนุษย์มีการพัฒนาการผลิตที่สูง ต้องการให้มีความยุติธรรมในการกระจายรายได้ในสังคมมนุษย์ มีความต้องการให้มนุษย์แต่ลุคนมีการกินดีอยู่ดี ไม่มีการขูดรีดมีการกระจายที่ทั่วถึง มีพลังการผลิตที่พัฒนา มันก็จะมีการกินดีอยู่ดี ส่วนจิตสำนึกทางสังคมของมนุษย์ เมื่อมนุษย์อยู่ในการผลิตที่รวมหมู่ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รวมหมู่ คนก็จะมีจิตสำนึกต่อสังคม นี่คือความคิดลัทธิมาร์กซ เราฟังดูมันก็มีความถูกต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ในความคิดผมมันมีปัญหาอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง มาร์กซมองว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์อยู่ทีการกินดีอยู่ดีของมนุษย์ ประเด็นที่สอง สภาพแวดล้อมของมนุษย์คือการผลิตแบบรวมหมู่หรือว่าระบบแบบสังคมนิยม จะทำให้มนุษย์มีจิตใจที่มีจิตสำนึกต่อสังคมหรือว่ารับใช้สังคม นี่คือจุดที่เป็นข้อสรุปของมาร์กซ หยุดอยู่ตรงนี้ เพราะอะไร 1.จุดมุ่งหมายของมนุษย์อยู่ที่การกินดีอยู่ดี จริงๆ แล้ว การกินดีอยู่ดีไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์ ในปรัชญามาร์กซคิดว่า ถ้ามนุษย์กินดีอยู่ดีแล้ว และไม่มีการขูดรีด มนุษย์จะมีความสุข สังคมจะมีความสุข นี่คือพื้นฐานความคิดของมาร์กซ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น มนุษย์มีความทุกข์อยู่ ถึงแม้ว่าจะมีความกินดีอยู่ดีก็มีความทุกข์ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้มนุษย์เข้าหาศาสนา เพราะว่าในพุทธศาสนาพูดไว้ชัดเจนว่า คนเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นทุกข์ กิเลสตัณหาทำให้ทุกข์ เพราะฉะนั้นคนมันมีความแสวงหาความสุขทางจิต ซึ่งเราจะเห็นว่าคนถึงแม้จะกินดีอยู่ดีจำนวนมาก ก็มีความทุกข์ ถ้าหากว่าเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจ และก็ไม่แสวงหาความสุขทางจิต และความสุขทางจิตไม่ได้เกิดจากการกินดีอยู่ดี แต่เกิดจากการที่ว่าทุกศาสนาสอนเหมือนกันว่า คุณจะมีความสุขทางใจหรือทางจิตได้คุณจะต้อง 1.รู้จักให้คนอื่น คือ ทาน เสียสละให้คนอื่น คือตรงนี้เราจะเปรียบเทียบกับจิตใจรับใช้ประชาชนก็ได้ คือคุณก็ต้องไม่เห็นแก่ตัว ต้องรู้จักให้คนอื่น 2.มีศีล คือ มีข้อระงับความต้องการทางกายของเรา ไม่ใช่บริโภคอย่างไม่สิ้นสุด เราจะต้องระงับความต้องการทางนี้ แล้วต้องมีการอบรมทางจิตใจ มีการภาวนา คือมีการอบรมจิตของเราให้ถือความสุขทางใจเหนือกว่าความสุขทางวัตถุ เหนือกว่าการกินดีอยู่ดีหรือเหนือกว่าความรู้สึกทางวัตถุหรือเหนือการบริโภค เนื่องจากมนุษย์มีความทุกข์ มิกิเลสตัณหา ทำให้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความสุขทางจิตตัวนี้ มาร์กซเห็นว่าการแสวงหาความสุขทางจิตตัวนี้ มาร์กซเห็นว่าการแสวงหาความสุขทางจิตหรือการนับถือศาสนานั้นเป็นสิ่งเสพติด แล้วก็มองว่า กินดีอยู่ดีก็มีพร้อมทุกอย่างแล้ว อันนี้คือประเด็นที่ 1 ซึ่งมันทำให้สังคมนิยมแบบมาร์กซ ถ้าพูดสรุปสั้นๆ ตรงนี้ คือว่ามันเป็นสังคมนิยมแบบบริโภคนิยม เพราะว่าสูงสุดของเขาคือการบริโภค เพื่อการกินอยู่อย่างดีที่สุด โดยที่ไม่เข้าใจว่าการบริโภคนั้นไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสุข แต่ว่ามันต้องเหนือกว่านั้น มันต้องเป็นสังคมนิยมเพื่อที่คุณจะสามารถพัฒนาจิตใจของคุณให้ไม่จิตสำนึกเพื่อสังคม ให้มีจิตใจที่รับใช้ประชาชน ถ้าคุณหยุดอยู่เพียงแต่การบริโภค คุณไม่มีทางที่จะมีจิตใจเพื่อสังคมได้เลย ซึ่งรูปธรรมหรือว่าอดีตที่ผ่านมาก็เห็นแล้วในสังคม ด้านหนึ่งบอกว่าเราจะต้องให้ประชาชนบริโภคมากๆ หรือสังคมนิยมแบบการตลาด ที่จีนเป็นในปัจจุบัน คือ กระตุ้นให้บริโภคมากๆ เพื่อให้เกิดการผลิต ให้เกิดการขยายตัวทางการผลิต แต่อีกด้านหนึ่งคือให้คนมีจิตใจรับใช้สังคมรับใช้ประชาชน มันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เพราะหนทางที่จะทำให้มนุษย์มีจิตใจที่รับใช้ประชาชนได้ ในศาสนาพูดไว้ชัดเจนแล้วว่าคุณจะต้องมีศีล คุณต้องระงับความอยากความต้องการบริโภคของคุณ คุณจะต้องรู้จักให้คนอื่น คุณจะต้องมีศีล คุณจะต้องมีการอบรมทางจิตใจคุณถึงจะมีจิตใจที่เสียสละได้ ถ้าคุณไปกระตุ้นการบริโภค ไม่มีทางที่คุณจะมีจิตใจเสียสละเพื่อสังคมได้เหมือนในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน ที่ถือบริโภคนิยมเป็นหลัก คือเงินเป็นพระเจ้า ยากที่คนมีจิตใจที่จะคิดถึงส่วนรวมได้ แต่ลัทธิมาร์กซไม่ได้มองตรงนี้ 2.สภาพแวดล้อมสามารถกำหนดจิตใจของคนได้ ความจริงแล้วถ้าเรามองรูปธรรม ผมยกตัวอย่างสังเกตง่ายๆ เราจะเห็นว่ามีกรรมกรจำนวนมากมีความเห็นแก่ตัวหรือว่าเป็นปฏิปักษ์ในการต่อสู้ แต่ว่ามีปัญญาชนหรือว่ามีคนมีเงินจำนวนมากที่มีจิตใจที่ต่อสู้เพื่อสังคม ถ้าเราบอกว่าสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ทำไมจึงไม่เป็นไปตามสภาพแวดล้อม จริงๆ แล้วเรื่องจิต สภาพแวดล้อมมันไม่ใช่สิ่งหลัก ในทางศาสนา ตั้งแต่เกิดคนก็มีความแตกต่างกันแล้ว หมายถึงจิตใจคนมีความแตกต่างกันหรือเราสังเกตเด็กก็จะมีความแตกต่าง ฝาแฝดก็ยังมีความแตกต่าง ในทางวิทยาศาสตร์ DNA ก็แตกต่างกันแล้ว เขามีการวิจัยว่าคนที่เป็นอาชญากร มักมี DNA ที่เหมือนกันอยู่ ถึงแม้ว่าคุณจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมือนกัน แต่ว่าจิตใจคุณนั้นแตกต่างกันได้ ฉะนั้นจิตใจที่คุณจะรับใช้สังคม มีจิตสำนึกต่อสังคมไม่ใช่ว่าอยู่ที่สภาพแวดล้อม แต่อยู่ที่คนคนนั้นถือความสุขทางใจหรือความสุขทางกายสำคัญกว่ากัน ถือการบริโภคนิยม หรือถือความสุขทางใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณถือความสุขทางใจเป็นสิ่งสำคัญ คุณก็จะพยายามช่วยเหลือคนอื่นเพราะการช่วยเหลือคนอื่นทำให้ค |