ข่าวร้อน!
วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฏาคม 2010 เวลา 08:48 น.    พิมพ์ อีเมล
วงการหมอระอุฟัดกันนัว เถียงก.ม.ป้องผู้เสียหาย ฝ่ายหนุนยันมีประโยชน์! ฝ่ายต้านแต่งดำประท้วง

วงการหมอเดือดฟัดกันนัว เถียงกันเรื่อง "ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย" ฝ่ายหนุนคือ "ภาคปชช.-แพทย์ชนบท" เตรียมบุกถาม "แพทยสภา" ทำไมต้องค้าน ยืนยันมีประโยชน์-ช่วยลดขัดแย้งระหว่างหมอกับผู้ป่วย-ลดปัญหาฟ้องร้อง "ฝ่ายหนุน" แฉกลุ่มต้าน คือ "คนหน้าเดิมๆ" สงสัยเกี่ยวข้องกับการเลือกกรรมการแพทยสภา ด้านกลุ่มต้านนัดแต่งดำไว้ทุกข์ 29 ก.ค.นี้ ระบุเป็นการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย ดีกว่าไปเปิดเวทีปราศรัยโจมตีกัน

วันพุธที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วยชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท และเครือข่ายผู้บริโภค ได้ร่วมแถลงหัวข้อ "พูดกันให้ชัดทำไมต้องมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...."

โดยน.ส.สารี กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้เริ่มมีการผลักดันในสมัยนพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรมว.สาธารณสุข โดยได้มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาร่างกฎหมายขึ้นยึดหลักการ คือ 1.ชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ 2.การลดปัญหาความขัดแย้งแพทย์และผู้ป่วย 3.พัฒนาระบบบริการรักษาพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์ต่อแพทย์ด้วย โดยเฉพาะการลดปัญหาฟ้องร้อง

ส่วนที่ทางแพทยสภาเสนอให้ใช้มาตรา 41 ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น น.ส.สารีบอกว่า เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่า เรายังไม่ได้มีการรวมกองทุน ซึ่งตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังให้ครอบคลุมเฉพาะหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เท่านั้น ไม่รวมถึงสถานพยาบาลเอกชนที่ขณะนี้หลายแห่งขอถอนตัวจากระบบไปแล้ว และหากจะให้ครอบคลุมผู้ป่วยทั่วประเทศจริง โรงพยาบาลเอกชนก็น่าจะมีส่วนที่จะเข้ามารับผิดชอบด้วย อีกทั้งการแก้ไขกฎหมายแต่ละฉบับไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลานาน แต่ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มีเนื้อหาขยายจากมาตรา 41 และจะเข้าสู่วาระการพิจารณาแล้ว จึงน่าที่จะผลักดันมากกว่า

"เรามองว่าการเสนอขยายมาตรา 41 เป็นเพียงการเสนอของคนที่คัดค้าน ตอนแรกก็บอกว่าจะทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น แต่พอเราชี้แจงได้ก็เปลี่ยนประเด็นไปอีก เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะค้านกฎหมายเท่านั้น"เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าว

 

ยืนยันมีประโยชน์-ช่วยลดขัดแย้งระหว่างหมอกับผู้ป่วย-ลดปัญหาฟ้องร้อง

นพ.วีรพันธ์ สุพรรณไชยมาศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ควรคลอดก่อนปี 2553 ก่อนเกิดกรณีปัญหาการผ่าต้อกระจกที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งมีผู้ป่วยติดเชื้อจากการผ่าตัด 11 ราย ในจำนวนนี้พิการทางสายตา 10 ราย โดยในจำนวนผู้ป่วยที่พิการทางสายตานี้เป็นผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) 6 ราย และผู้ป่วยระบบสวัสดิการข้าราชการ 4 ราย ซึ่งในส่วนของผู้ป่วยบัตรทองไม่เป็นปัญหา เพราะมีมาตรา 41 ที่ชดเชยให้ ในรายที่ไม่พอใจทางโรงพยาบาลยังชดเชยเพิ่มเติมและเยียวยาให้อีก

"ถือเป็นเวทีที่ใช้ในการพูดคุยสร้างความเข้าใจ ไม่ให้มีการฟ้องร้องขึ้นศาล เรียกว่าโรงพยาบาลมีหลังพิงฝาที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยได้ แพทย์และพยาบาลก็ไม่เดือดร้อน ขณะที่ผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการทางโรงพยาบาลต้องให้การเยียวยาเอง ซึ่งโชคดี เพราะโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้มีงบประมาณที่จะนำมาใช้ชดเชยได้ แต่หากเกิดกับโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลขนาดเล็กคงไม่ต้องพูดถึง"นพ.วีรพันธ์กล่าว

นพ.วีรพันธ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสมอภาคของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมไม่มีกองทุนใดๆ มาดูแลตรงนี้ ซึ่งตนดีใจที่จะมีการผลักดันกฎหมายนี้ เพราะจะช่วยให้โรงพยาบาล 800 แห่งทั่วประเทศมีระบบเข้ามาดูแล ดังนั้นในรายละเอียดใดที่แพทย์ยังกังวลและคัดค้าน อยากให้คุยกันในชั้นแปรญัตติ แต่ไม่อยากให้ถือทิฐิ

เตรียมบุกถาม "แพทยสภา" ทำไมต้องค้าน

นพ.วชิระ บถพิบูลย์ ชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรา 41 ครอบคลุมประชาชนเพียงแค่ 47 ล้านคน แต่ไม่ครอบคลุมคนอีก 16 ล้านคน ในระบบประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งหากไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ก็เท่ากับผลักดันให้คนกลุ่ม หนึ่งต้องไปฟ้องร้องพึ่งศาล ซึ่งเมื่อเกิดการฟ้องร้องขึ้นก็จะทำให้แพทย์ตื่นตระหนกไปอีก และในที่สุดก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งแพทย์และผู้ป่วยเช่นเดิม

"อยากให้เพื่อนๆ ร่วมวิชาชีพช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ ซึ่งจะช่วยคลายความวิตกกังวลปัญหาการฟ้องร้องลงไปได้ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวเพื่อให้ถอนร่างกฎหมายถือเป็นสิทธิ์ แต่อยากให้ไตร่ตรองรายละเอียดกฎหมายอย่างรอบคอบก่อน"ชมรมแพทย์ชนบทกล่าว

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า วันที่ 29 ก.ค.นี้ เราจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อทางแพทยสภาเพื่อยืนยันเดินหน้าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ และจะขอให้แพทยสภาพูดความจริงถึงเหตุผลที่คัดค้านกฎหมายฉบับนี้ และจะขอเข้าพบนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพูดคุยในประเด็นนี้ด้วย

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม เครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก กล่าวว่า กรณีที่แพทย์รวมตัวเพื่อแต่งชุดดำนั้น รู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อปี 2544-2545 ที่มีแพทย์กว่าหมื่นคนร่วมกันแต่งชุดดำทั่วประเทศเพื่อค้านมาตรา 41 ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต่อมาก็ยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด ช่วยลดการฟ้องร้องและลดความขัดแย้งแพทย์ผู้ป่วยได้

ฝ่ายหนุนแฉกลุ่มต้านคือ "คนหน้าเดิมๆ" สงสัยเกี่ยวข้องกับการเลือกกรรมการแพทยสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการปฏิรูปประเทศไทย ได้จัดทำเอกสารเรื่อง "ความเท็จและความจริงเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข" โดยได้ตั้งข้อสังเกตการเครื่องไหวในเรื่องนี้ว่า น่าจะเกี่ยวโยงกับฤดูการหาเสียงเลือกตั้งกรรมการแพทยสภา จึงเป็นเหตุให้แพทย์กลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้าน ทั้งๆ ที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้เสนอต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. 2552 อีกทั้งเหตุผลที่นำมาคัดค้าน 3 ข้อ ทั้งจะทำให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น รัฐและคนไข้ทั่วไปจะเสียเงินเป็นค่าเสียหายให้กับคนไข้ที่ฉวยโอกาสจากกองทุน และคนไข้ที่ใกล้ตายจะมาโรงพยาบาลเพื่อหาประโยชน์ ล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเยียวยาผู้ป่วย ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปัญหาระหว่างแพทย์และผู้ป่วยได้

"คงจำกันได้ว่า ตอนออกพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็มีกรรมการแพทยสภาหน้าเก่าๆ หลายคนออกมาคัดค้านมาตรา 41 นี้กันอย่างครึกโครม มีการใช้ลูกเล่น 'ไว้ทุกข์' และใช้วิธีการข่มขู่หลอกลวงว่า กฎหมายมาตรานี้จะทำให้มีการฟ้องร้องหมอมาก ขึ้น และจะทำให้ต้องจ่ายเงินชดเชยมากมาย แต่หลังจากบังคับใช้กฎหมาย 8 ปี ก็ไม่ได้เป็นตามที่มีการข่มขู่ ซ้ำยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้ด้วย"นพ.วิชัยกล่าว

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า กลุ่มแพทย์ที่ออกมาคัดค้านเป็นเพียงแพทย์บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด ยืนยันว่าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อประชาชน แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข ไม่ได้มีผลกระทบเสียหายต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์และสาธารณสุขเหมือนที่ออกมาคัดค้าน อย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขจะทำความเข้าใจ และยินดีช่วยชี้แจงให้ทุกกลุ่มเข้าใจ ทั้งนี้วันที่ 2 ส.ค.นี้ นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะกรรมการกำลังคนแห่งชาติ จะประชุมเรื่องนี้ว่าจะมีความเห็นออกมาเช่นกันอย่างไร

กลุ่มต้านนัดแต่งดำไว้ทุกข์ ระบุเป็นการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย ดีกว่าเปิดเวทีปราศรัยโจมตี

ทางด้านฝ่ายคัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... โดย พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ รองประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) และโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) เปิดเผยว่า วันที่ 29 ก.ค.นี้ แพทย์ทั่วประเทศยืนยันจะแต่งกายชุดดำ เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยพื้นที่ กทม.จะมีโรงพยาบาลใหญ่ๆ อาทิ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดก็จะดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งนี้เวลาประมาณ 12.00 น.แต่ละโรงพยาบาลจะอ่านแถลงการณ์โดยพร้อมเพรียง สำหรับวันที่ 30 ก.ค.นี้ ทางสมาพันธ์ฯ จะจัดสัมมนาเพื่อหาทางออกเรื่องพ.ร.บ.ฉบับนี้ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เบื้องต้นคาดว่ามีแพทย์สวมชุดดำ ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ทั้งนี้หากมีผู้เดินทางมาเป็นจำนวนมากก็จะย้ายส่วนหนึ่งมาที่สนามหญ้า และใช้เครื่องเสียงปราศรัยต่อไป

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า วันที่ 29 ก.ค.นี้ แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจากโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป กว่า 90 แห่ง จะนัดกันแต่งดำทั่วประเทศเพื่อแสดงจุดยืน ทั้งนี้การการแต่งดำก็เพื่อ แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย ดีกว่าไปเปิดเวทีปราศรัยโจมตีกัน

ขณะที่ พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะแถลงข่าวในวันที่ 29 ก.ค.นี้ เวลา 11.00 น.ที่ห้องประชุมแพทยสมาคม ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติบารมี 50 พรรษา ซอยศูนย์วิจัย เพื่อแสดงจุดยืนของแพทยสมาคม

"โดยทางแพทยสมาคมไม่ได้คัดค้านหรือไม่ได้เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เราเห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย แต่แทนที่จะออกมาประท้วงกันควรที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาแนวทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่ดูเหมือนมีฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งแพ้"พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์กล่าว


 

คอมเมนต์คอมเมนต์  

 
#3 กรุณาทะเลาะกันแบบสากลด้วย 2010-07-30 03:21
เมื่อจะเป็นเมดิ คอลฮับแล้ว ก็ต้องทำให้มาตร าฐานสากลจักรวาล หน่อย จะมาหยวนๆแบบจีน ไทย ได้ไง
 
 
#2 Guest 2010-07-29 18:09
ก็การแพทย์ไทยสม ันนี้ บางทีไม่รู้ก็รั กษาไป แถมยังไม่มีความ รับผิดชอบ ก็สมควรต้องมีกา รออกกฏหมายมาให้ รับผิดชอบแล้ว
 
 
#1 Guest 2010-07-29 16:13
น่าสนใจตรงที่คน สนับสนุนไม่ได้เ ป็นผู้รักษาคนไข ้หนักส่วนใหญ่ขอ งประเทศ จึงไม่ต้องรับผิ ดชอบใดๆนอกจากส่ งต่อผู้ป่วยหนัก ...ในขณะที่คนค้านเ ป็นผู้ที่รับผิด ชอบรักษาคนไข้ส่ วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะคนไข้หน ักที่ได้รับการส ่งต่อมาจากโรงพย าบาลอื่นและต้อง รับผิดชอบอย่างเ ต็มที่ชนิดที่เร ียกว่า เงินไม่มีหนีไม่ ออกรับผิดชอบแต่ เพียงฝ่ายเดียว....นี่คือความแตกแย กของวงการแพทย์ไ ทย
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช