ข่าวร้อน!
วันเสาร์ที่ 24 กรกฏาคม 2010 เวลา 15:19 น.    พิมพ์ อีเมล
มาร์คฟุ้งศก.โต6%แน่ วอนทุกฝ่ายช่วยประคอง ปชป.โวจีดีพีครึ่งปีก็เพิ่ม พุ่งสูงอันดับ2ของเอเชีย

"มาร์ค" ฟุ้งข่มมั่นใจเศรษฐกิจไทยโต 6% เป็นไปได้แน่ วอนทุกฝ่ายหนุน-ช่วยประคับประคองเพื่อประโยชน์ของทุกคน เผยคณะทำงานแก้ปัญหามาบตาพุด ระบุงานเสร็จเร็วกว่าที่คาด 2 เดือน โฆษกปชป.คุยรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแบบสมดุลย์ ส่งผลจีดีพีครึ่งปีแรกเพิ่ม 10%

วันที่ 24 ก.ค.เวลา 09.45 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง11 ถ.วิภาวดีรังสิต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทย ว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 6-7 แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องวามไม่แน่นอนทางการเมืองว่า เป็นสิ่งที่ตนได้ย้ำมาตลอด ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างดี แต่จะมีเรื่องการท่องเที่ยวที่เราต้องเร่งฟื้นฟู และระมัดระวัง หากเศรษฐกิจในยุโรปทรุดตัว แต่ทุกคนมองตรงกันคือ ปัจจัยทางการเมือง และต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมือง

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในช่วงนี้จนถึงสิ้นปี 2553 ขอเวลาให้ทุกฝ่ายได้พยายามทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองมีเสถียรภาพ มีความสงบ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ผลดีที่ตามมาคือเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนและความเชื่อ มั่นก็จะกลับมา ทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อน ความจริงเราถือว่าค่อนข้างโชคดีเพราะก่อนหน้านี้เราประเมินเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งเราคิดว่าจะหนักหนาสาหัส แต่มันก็สามารถผ่านพ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบเราก็พยายามเยียวยา แก้ไขแก้ไป แต่มันเป็นการเสียโอกาส เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายต่างๆตนมั่นใจว่าตัวเลขจะยิ่งสูงกว่านี้ ขณะนี้ตัวเลขร้อยละ 6 มีความเป็นไปได้ ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันประคับประครองเพื่อประโยชน์ของทุกคน

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองเป็นตัวบั่นทอนความเจริญของประเทศ นายกฯ กล่าวว่า หากทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ ทุกคนก็เข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันได้ เพราะรัฐบาลเปิดกว้าง และเป็นธรรม มีความเป็นอิสระทั้งเรื่องการปฏิรูป เรื่องการตรวจสอบ ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับและเข้ามาร่วมกันตรงนี้

เผยคณะทำงานแก้ปัญหามาบตาพุด ระบุงานเสร็จเร็วกว่าที่คาด 2 เดือน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีแนวทางการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ว่า ตนเชื่อว่าการแก้ไขปัญหานี้คงไม่ยืดเยื้อ เพราะเท่าที่ได้ฟังรายงานจากคนที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำงาน รายงานว่าน่าจะเร็วกว่าที่คิด หรือเร็วกว่า 2 เดือน เพราะสามารถเข้าไปดูรายละเอียด เงื่อนไขของแต่ละกิจการได้มากขึ้น เราต้องเข้าใจว่าไม่ได้มีปัญหาในเรื่องหลักการ แต่ต้องไปพิจารณาในรายละเอียด เช่น กรณีที่เราไปประกาศเรื่องเตาเผาขยะติดเชื้อ มันก็ผิดวัตถุประสงค์เพราะปัญหาคือเราต้องหาทางกำจัด หรือแก้ไข ปัญหาขยะติดเชื้อ แต่ถ้าเราประกาศว่า โครงการเตาเผาขยะเป็นกิจการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้ไม่มีใครยอมเข้าไปทำโครงการนี้ และปัญหาที่ตามมาคือจะทำอย่างไรกับขยะติดเชื้อเหล่านั้น ซึ่งเราเข้าใจในเจตนาเรื่องนี้ แต่ปัญหาคือมีการระบุว่าเตาเผายังไม่ได้มาตรฐาน เรื่องนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการถมทะเล หรือโครงการก่อสร้างสนามบินที่ต้องมีการปรับรันเวย์ ถ้ามีการประกาศโดยที่ไม่เขียนรายละเอียดให้ชัดเจนก็จะมีปัญหาอีกเช่นเดียว กัน เพราะฉะนั้นรายละเอียดเหล่านี้ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการแก้ไขปัญหา ซึ่งนักลงทุนต่างๆก็เข้าใจมากขึ้น และตนได้นำความห่วงใยเหล่านี้ไปพูดคุยกับคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแล้ว เชื่อว่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น

ปชป.คุยรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯแบบสมดุลย์ ส่งผลจีดีพีครึ่งปีแรกเพิ่ม 10%

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการประกาศใช้พ.ร.ก.บริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ว่า เศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ซึ่งคาดว่าจีดีพีทั้งปีจะเพิ่มเป็น 6-7.5 เปอร์เซ็นต์หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ที่ 4.5-5.5 เปอร์เซ็นต์ สำหรับภาคเศรษฐกิจที่เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการประกาศ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คือภาคท่องเที่ยวและการลงทุน แต่กลับพบว่าทั้งสองภาคกลับมีตัวเลขฟื้นคืนเป็นบวก โดยดัชนีการลงทุนสูงกว่าเดิมเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และคาดว่าตัวเลขในการขอส่งเสริมการลงทุจากบีโอไอจะสูงถึง 5 แสนล้านบาท ขณะที่ภาคการส่งออก ในไตรมาส 2 ได้ขยายตัวถึง 4.2 เปอร์เซ็นต์ สอดรับกับการที่ธปท.จะให้ความสำคัญกับสถานการณ์การเมืองในช่วงครึ่งปีหลัง ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวตามเป้าหรือไม่

นพ.บุ รณัชย์กล่าวว่า รัฐบาลจะหาจุดสมดุลในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างจำกัด โดยพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่ารัฐบาลได้ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจ ทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ธปท.และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประเมินตรงกันว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการของรัฐในการ กระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป และไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งการกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก

 


 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช