ข่าวร้อน!
วันศุกร์ที่ 16 กรกฏาคม 2010 เวลา 13:12 น.    พิมพ์ อีเมล
'ปลื้ม'ลั่นไม่ได้รับใช้ใคร 'ไม่ปลื้ม'ศาล-ผู้นำทหาร เหตุคือต้นตอของวิกฤต รบ.นี้เป็น'เหยื่ออำมาตย์'

เอ่ยชื่อ "ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล" หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่ถ้าเอ่ยชื่อ “คุณปลื้ม” เชื่อแน่ว่า “หลายคน” จะรู้จัก “เขา” กันทั่วบ้านทั่วเมือง

ด้วยดีกรีของความเป็นลูกชายของ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.คลัง (ที่ล่าสุดเพิ่งมีข่าวสดๆ ร้อนๆ ถึงการถูกทาบทามให้มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็ถูกปฏิเสธออกมาทันควัน)

จะเห็นว่า การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไป-ตรงมา แบบชนิดที่อาจจะ “ขัดหู-ขัดตา” ของใครหลายคน...ที่ไม่ยอมรับความจริง

แต่สำหรับตัวตนของ “เขา” ที่กล้าประกาศชัดเจนว่า “ในการทำงานแล้ว ไม่ได้รับใช้ใครทั้งสิ้น” และทำไม “เขา” ถึงกล้าเอ่ยถึง “ผู้พิพากษา” กับ “ผู้นำเหล่าทัพ” ว่าคือต้นตอของวิกฤตแห่งปัญหา เพราะ “วิกฤตวันนี้จะจบ เมื่อตุลาการภิวัฒน์กลับเข้าสถานที่ทำงานปกติ และเมื่อกองทัพกลับเข้ากรมกองปกติ”

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ "เขา" กล้าเอ่ยตรงๆ ว่า รัฐบาลนี้เป็นเพียงเหยื่อของเครือข่ายอำมาตย์ ทั้งๆ ที่"คำนำหน้าชื่อ" ของ "เขา" ก็มีคำว่า "หม่อมหลวง"...อะไรทำให้คิดแบบนี้

บรรทัดจากนี้ไป...คือ “คำตอบ” ที่ขอให้ใช้วิจารณญาณในการพิพากษา “เขาคนนี้” อย่างมีใจเป็นธรรม!!!

Q : มีการตั้งข้อสังเกตุว่าการเข้ามาทำงานในฐานะผู้จัดรายการกับสถานีโทรทัศน์ VOICE TV เปรียบ เสมือนการแสดงตัวว่าอยู่ฝ่ายเสื้อแดงไปโดยปริยาย
A : คือสิ่งที่ผมต้องการคือ ต้องการที่ทำจะรายการ Commentary คือรายการที่แสดงความคิดเห็น มันเป็นรูปแบบที่รายการในเมืองไทยไม่มี ไม่มีเลยนะ คือต้นแบบของรายการถ้าดูในต่างประเทศ ถ้าเปิดไปดู FOX News จะมีรายการที่มีชื่อเสียง เรตติ้งสูงที่สุดก็คือ The O’Reilly Factor รายการนี้เรตติ้งสูงกว่า CNN อีก คือคนดูช่วงกลางคืนในสหรัฐฯ ช่วง Prime Time เยอะเกือบเท่าที่ดูละคร คือต้นแบบของรายการคือรายการที่เป็นพิธีกรที่ทุกคนรู้จัก Commentary เรื่องข่าว คือพูดง่ายว่าผมต้องการเป็น News Entertainer คือผมเอาเนื้อหาข่าวมานำเสนอในรูปแบบที่สนุก มันส์ ตื่นเต้น และกระตุ้นให้คนรู้สึกไม่ชอบหรือชอบ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด เพราะฉะนั้นความต้องการที่ทำรายการแบบนี้ ไม่มีที่ไหนให้ทำ เออ...มีอยู่ 3 ที่...ที่กล้าที่จะทำแบบนี้ 1. ASTV ถ้าคุณเปิดไปดูเอเอสทีวี คุณจะได้เห็นรายการแบบนี้ แต่ว่ามันจะมาในมุมที่...รุกมาฝ่ายเสื้อแดง ฝั่งทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) ฝ่ายเพื่อไทยเต็มที่ อีกที่หนึ่งคือ D-Station ซึ่งอันนั้นก็รุกไปกับฝ่ายเสื้อเหลือง ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายประชาธิปัตย์เต็มๆ ภูมิใจไทยด้วย แต่ในสื่อที่อยู่ตรงกลางรายการ Commentary...ไม่มี มีแต่รายการเล่าข่าว ซึ่งก็มีการเล่าข่าวจากหนังสือพิมพ์และสคริปต์ คืออ่าน...อ่านเหมือนเล่า แล้วก็รายการที่มีเชิญแขกมาสัมภาษณ์ ซึ่งแขกได้คอมเม้นท์...ก็รายการสัมภาษณ์ มันมี 2 แบบนี้ แต่รายการที่มีพิธีกรที่เป็นคนมีชื่อเสียง Commentary แบบต้นแบบที่ดูจากต่างประเทศ จาก FOX News ช่องหลักๆในสหรัฐฯ มันไม่มีที่ไหนให้ทำ

VOICE TV ผมมีโอกาสพูดคุยกับทีมที่เขาจัดงาน “วอยซ์ ฟอรั่ม” ที่ TCDC เขาเชิญผมไปพูด ผมไปพูดว่าผมอยากทำรายการแบบนี้ ขอครึ่งชั่วโมง และให้อิสระผมในการพูด นั่นก็เป็นที่มาของการทำรายการที่นี่ตอนนี้ ส่วนมุมมองในสิ่งที่ผมจะพูด เขาไม่แทรกแซงเลย ผู้บริหารไม่แทรกแซงเลย ทีนี้ถ้าเกิดไปทำรายการแบบนี้ในช่องโทรทัศน์หลักๆ หรือคลื่นวิทยุหลักๆ ถ้าเสนอในรูปแบบนี้เลย แนวโน้มที่จะได้ทำรายการไม่น่าจะมี มันก็เลยมาอยู่สื่อ Alternative (สื่อทางเลือก) แบบนี้ ที่นี้ถ้าไปทำใน D-Station หรือ ASTV มันก็จะไปแบบเต็มๆ ด้านเดียวเลย มันก็มีอยู่ที่นี่ที่ทำได้

Q : สื่อปกติที่บอกว่าโอกาสจะได้ทำรายการแบบนี้ยากเป็นเพราะ “นโยบายรัฐบาล” หรือ “ตัวสื่อ”
A : ไม่ใช่รัฐบาล มันเป็นนโยบายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นสถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง หรือวิทยุแต่ละคลื่น ส่วนใหญ่เขาจะไม่ต้องการรายการ Commentary คือเขาต้องการรายการเชิญแขกรับเชิญมาสัมภาษณ์ และรายการที่พิธีกรสามารถเล่าข่าวในกรอบ ในสคริปต์ที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเปิดวิทยุมา คุณสังเกตเวลามีคนเล่าข่าว ส่วนใหญ่เขาจะดึงสคริปต์จากสำนักข่าว หรือไม่ก็ดึงจากเว็บ Manager กรุงเทพธุรกิจ บางที่ก็ Thaiinsider แต่ว่าที่เขาเปิดให้พิธีกรคอมเม้นท์จริงๆ โดยให้อิสระพิธีกรเลย ส่วนใหญ่ไม่มี ยกเว้นว่าคุณจะทุ่มทุนไปซื้อเวลา แต่ถ้าทำอย่างนั้นก็มีขอบเขต ยกตัวอย่างที่ผมทำวันนี้ รูปแบบรายการคล้ายๆกับที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เคยทำในเมืองไทยรายสัปดาห์ แต่ว่าผมไม่มีพิธีกรมานั่งชงให้ผม...ผมพูดเองคนเดียวเลย ซึ่งดีกว่าสำหรับผม

“ไม่ใช่ว่าผมทำ VOICE TV  เพราะว่าใครเป็นผู้บริหารหรือ ใครเป็นเจ้าของ ผมทำ Voice TV เพราะเปิดโอกาสให้ผมได้เวลา นำเสนอเนื้อหาสาระที่คน...ก็มีคนอยากเข้ามาดู เข้ามาฟัง ถ้าเกิดมีสถานีโทรทัศน์ไหน หรือคลื่นวิทยุไหน ใจกว้างพอที่จะให้ผมพูดในสิ่งที่ผมต้องการพูด ผมก็ยินดีที่จะทำ สมัยก่อนที่ผมเคยทำที่ ASTV ก็มีอิสระในการนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มๆ ผู้บริหารในตอนนั้น เขาก็ไม่เข้ามายุ่ง นี่ในช่วงปี 2548-2549 ตอนนั้นช่องชื่อว่า Thailand Outlook Channel หรือ TOC ปัจจุบันมีชื่อว่า TAN ตอนนั้นที่ผมทำที่นั่นเนื้อหาพูดได้เต็มๆ ตอนนั้นผมจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตอนนั้นก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไร ก็เหมือนตอนนี้ผมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเต็มๆ วิพากษ์วิจารณ์แม้กระทั่งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ หรือบทบาทของกองทัพ ศอฉ.ที่นี่พูดได้เต็มๆ มันก็เลยสามารถทำรายการในรูปแบบนี้ได้”

Q : แต่ภาพของ VOICE TV มีบุตรชายและบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายทุน ซึ่งการเข้ามาไม่สามารถสลัดภาพที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณออกไปได้
A : ในการทำงานแล้ว ไม่ได้รับใช้ใครทั้งสิ้น ในการทำงานในแต่ละวัน ผมดึงเนื้อหาที่ควรจะนำเสนอออกไปต่อประชาชน เนื้อหาที่ขาดในทุกสื่อ สื่อหนังสือพิมพ์ไทยทำข่าวได้ครบถ้วนและลึก แต่สื่อโทรทัศน์และวิทยุมันมีกรอบในการนำเสนอข้อมูล บทบาทของผมที่นี่ ความที่มีอิสระเต็มที่ในการผลิตเนื้อหามาแต่ละวัน ผมก็เสนอรายการที่ Alternative Media สำหรับคนที่ดูทีวีปกติและฟังวิทยุปกติแล้วเบื่อ เพราะฉะนั้นผมก็อยู่ในจุดที่ว่า ผมต้องนำเสนอข้อมูลที่ผมมองว่ามันต้องมีใคร...ที่ทำหน้าที่นี้ แล้วผมไม่อยากให้เป็นแบบว่า ที่คนที่อยากได้มุมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะต้องไปนั่งดู D-Station คือถ้ามีแค่นั้น มันก็จะเป็นการแบ่งกลุ่มผู้คน จนในที่สุดยิ่งทำให้ความแตกแยกในประเทศมากขึ้น เพราะฉะนั้นในการทำงานเนื้อหามาจากผม หลายครั้งก็นำเสนอเนื้อหาที่วิเคราะห์มาจากสื่อมวลชนกันเองด้วย

“ผมทำรายการอย่างนี้ที่ไหน มันแค่อยู่ที่ว่า ผู้บริหารเขาพร้อมที่จะเปิดใจกว้างให้มีการนำเสนอข้อมูล หรือเปล่า คือพูดง่ายๆ ผมไม่ได้มานั่งเลือกว่าใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นเจ้าของ ผมมองว่าถึงเวลาทำงานแล้วมันมีโอกาสที่จะเสนอข้อมูลถึงประชาชนหรือเปล่า ถ้าวันนี้คลื่นของกรมประชาสัมพันธ์หรือ อสมท. เขาจะให้ผมไปวิเคราะห์การเมืองแบบที่ผมวิเคราะห์อย่างนี้ทุกคืน ผมก็ไป แต่ว่าเขาต้องการหรือเปล่า”

Q : การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ย่อมมีผล
A : มีผล...ผมมองว่าในที่สุดแล้ว สื่อเมืองไทยมันไม่ได้มีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ ในทุกยุคแหละ “หนังสือพิมพ์” มีเสรีภาพเต็มที่ “ทีวี” ไม่ เหตุผลหลักคือผู้บริหารเอง ไม่ใช่รัฐเซ็นเซอร์ ผมไม่ได้มองเลยว่าปัญหามาจากรัฐบาลที่มาเซ็นเซอร์สื่อ...ไม่ใช่ รัฐบาลในวันนี้หรือแม้กระทั่งรัฐบาลในอดีต ไม่ได้มีบารมีมากพอที่จะเซ็นเซอร์สื่อ แต่สื่อทีวีส่วนใหญ่จะเซ็นเซอร์ตัวเองมากกว่า เพราะว่าเกรงใจผู้ใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่จริงๆ มันไม่ใช่แค่รัฐบาล มันมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาผมพูด หลายคนไปมองว่า “สุดโต่ง” จริงๆไม่ใช่ ถ้าดูเนื้อหาจริงๆมันธรรมดามาก มันธรรมดาเหมือนคุณเปิดหนังสือพิมพ์มา แต่ว่าผมเอาสิ่งที่นำเสนอในหนังสือพิมพ์ พอผมมาวิเคราะห์คล้ายๆกัน สนุกๆ ในวิทยุหรือโทรทัศน์มันก็กลายเป็นเหมือนอะไรที่..ดูเหมือนว่า โอ้โห...ทำไมมันกล้าพูดจริง มันก็อ่านกันเมื่อเช้าทุกคน ผมมองว่า ณ วันนี้ VOICE TV เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานี ที่เล่นรัฐบาลได้เต็มๆในแบบที่สร้างสรรค์และวิชาการ...ไม่หยาบคาย  

Q : ภาพสะท้อนที่กลับมา เป็นอย่างที่เราหวังไว้หรือไม่

A : ภาพสะท้อน ผมไม่ได้ตรวจสอบภาพสะท้อน ฝ่ายที่เขาไม่ชอบผม จะตีตราให้ผมเป็นอย่างไรเนี่ย อันนี้มันก็เป็นยุทธศาสตร์ในการดิสเครดิตผม ด้วยฝีมือคนที่ไม่ชอบผม ซึ่งอันนั้นเขาจะทำอย่างไร ผมควบคุมไม่ได้ แต่ว่าที่ผมรู้ก็คือว่า ในข้อมูลที่ผมนำเสนอ มันเป็นเรื่องที่สังคมต้องรับฟัง กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ของไทยที่ต้องได้รับการตรวจสอบ อย่างที่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายกันไปหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง อันนี้ถ้าไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ มันก็ไม่ได้ มันต้องมีการปรับปรุงกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ มันต้องมีกรอบของตุลาการภิวัฒน์

Q : การที่วิจารณ์ถึงตุลาการภิวัฒน์ หรือกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน มันตรงกับสิ่งที่เสื้อแดงใช้จุดประเด็นในการเคลื่อนไหว
A : ก็หลายสิ่งหลายอย่างที่นปช.พูด...ก็ถูก คือผมจะแยกให้ดูเลยว่า เรื่องอะไรที่ฝ่ายไหนพูดถูก กรณีของนปช. ที่เขากล่าวหาว่ามี Double Standard กระบวนการตุลาการภิวัฒน์ที่เข้ามายุ่งกับการเมืองมากเกินไป เข้ามายุบ มีความพยายามจาก “กองทัพ” เข้ามาแทรกแซงการเมืองของประเทศ อันนี้มันเป็นข้อเท็จจริงหมดไง คือมันผ่านจุดที่ต้องพิสูจน์ว่า จริงหรือไม่จริง เขาเรียกว่ามันเป็น Consensus (ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่) ทุกคนในสังคมพูดไปก็เห็นด้วยหมด แค่กล้าหรือไม่กล้าพูดเท่านั้น ในหลายประการที่เสื้อแดงนำเสนอในเนื้อหา มันเป็นเนื้อหาที่คนเขาเห็นด้วยหมดแล้ว ผมเปรียบกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ แทบจะทุกเรื่องที่กล่าวหาว่านักการเมืองคนโน้น-คนนี้มันโกง คนไหนไม่ดี ต้องมีการตรวจสอบนักการเมือง ว่ามีการฉ้อราษฎร์บังหลวง มันก็ถูกต้องหมด แต่ว่าในมุมมองที่เสนอมาแต่ละฝ่ายที่ผิดก็มี ก็คือความคิดเห็นที่ผิด ผมมองว่าบางความคิดเห็นนี่ผิดนะ ยกตัวอย่าง ในที่สุดทางฝ่ายสนธิ เขาก็ได้พูดคนโน้น-คนนี้โกง แต่ว่าบทสรุปตอนท้าย เขาสรุปว่าเพราะฉะนั้นไม่ต้องมีการเลือกตั้ง อย่างที่เสนอว่าให้เป็นนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 3 ปีไปเลย ล่าสุดที่สนธิเสนอ ซึ่งไอ้บทสรุปมันผิด คือบทสรุปว่าเพราะนักการเมืองโกง ตกลงไม่ต้องเลือกตั้ง คราวที่แล้วปี 2549 พอยึดอำนาจ โอเครับได้ คือเนื้อหาที่เขาวิพากษ์วิจารณ์พ.ต.ท.ทักษิณในช่วงปี 2548-2549 เนื้อหามันมีน้ำหนักทั้งนั้น มันก็น่าฟัง แต่ว่าบทสรุปว่าไม่ต้องเลือกตั้ง...มันผิด

ในกรณีของเสื้อแดงหลายประการที่เขากล่าวหาว่าทหาร ในอดีตเรื่องของการยึดอำนาจ มันก็มีน้ำหนักทั้งนั้น มันก็พูดมาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คราวนี้ยุทธศาสตร์ที่ได้พลาดไปในการใช้ ยกตัวอย่างที่มีกลุ่มไปวางเพลิงหรือก่อเหตุจราจล อันนั้นมันไม่ถูกต้อง อันนั้นคือสิ่งที่มันไม่ควรจะไปถึงตรงนั้น แต่ว่าในเนื้อหาที่เขานำเสนอในช่วง 2 ปีหลังการยึดอำนาจมาเรื่อยๆ เนื้อหามันเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากว่า...พูดง่ายๆ คุณสามารถเห็นด้วยกับเนื้อหาที่เขาเคลื่อนไหว..ได้ โดยที่คุณอาจจะไม่สรุปว่ายุทธศาสตร์ขั้นตอนสุดท้ายควรจะทำอะไร

Q : การทำหน้าที่ในปัจจุบันด้วยการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
A : ใช่ๆๆ รัฐบาลนี้ก็มีข้อเสียหลายประการ Theme (สาระสำคัญ) ทางการเมืองถ้าจะสรุปที่ผมพูดในแต่ละคืน คือตอนนี้โครงสร้างทางการเมืองไทยทั้งหมดให้อำนาจฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายองค์กรอิสระ ฝ่ายตุลาการมากเกินไป ในการเข้ามาแทรกแซงฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง ตอนนี้เขาพยายามหาคำตอบเรื่องการปฏิรูปประเทศ เรื่องการสร้างความปรองดอง ผมบอกได้ว่าทางเดียวที่จะสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศพร้อมกันเลยก็คือ ให้อำนาจอยู่ที่ประชาชน ให้อำนาจของสิ่งที่ผมเรียกว่า เป็นฝ่าย Electorate คือถ้าคุณพยายามไปกดดันฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง โดยคุณใช้องค์กรอิสระ หรือบางครั้งเวลายึดอำนาจใช้กองทัพ หรือบางทีผ่านกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ใช้ผู้พิพากษา ในที่สุดคุณก็จะไปกดให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงน้อยลงไป ปัจจุบันรัฐธรรมนูญ 2550 แม้กระทั่งปี 2540 ทั้งคู่ มันควรต้องมีการแก้ไขทั้งคู่ ให้อำนาจองค์กรอิสระที่ไม่สามารถยึดโยงกับประชาชน แล้วฝ่ายตุลาการที่ไม่สามารถยึดโยงกับประชาชนได้ สามารถ Cancel อำนาจของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งได้ ยกตัวอย่างกรณีการตัดสินคุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก็ไปในวันเดียว ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ป.ป.ช.สามารถขุดเรื่องอะไรก็ได้นะที่ส.ส.คนหนึ่ง แม้กระทั่งนายกฯอาจจะผิดนิดเดียวในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง...เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องคืออะไร รายงานหุ้นผิด ลืมรายงานหุ้นบริษัทโน้นนี้ ชิมไปบ่นไปก็เป็นหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่อง เรื่องไม่ใช่เรื่องซึ่งเป็นการกระทำผิดโดยที่ไม่ตั้งใจสามารถถูกหยิบมาใช้ เพื่อขจัดนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้

ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญในแบบที่จะสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง แล้วให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ คุณต้องมี 2 ทางเลือก ลดอำนาจฝ่ายตรวจสอบ ลดอำนาจฝ่ายตุลาการ หรือไม่คุณก็ต้องโยงองค์กรต่างๆเหล่านี้มาสู่ประชาชนได้ เพราะอย่างนั้นต้องกลับไปเป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะว่า ถ้าส.ว.มีอำนาจในการถอดถอนผู้พิพากษาและถอดถอนบุคคลที่อยู่ในองค์กรอิสระต่างๆ แล้วแต่งตั้งด้วย แล้วส.ว.มาจากการเลือกตั้ง อันนี้คุณสามารถบอกได้แล้วว่าทุกอย่างโยงกับประชาชน แต่ปัจจุบันไม่ใช่...ปัจจุบันคือถ้าเกิดป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน...ยกตัวอย่าง ถ้าเกิดวันนี้เขาคิดลุแก่อำนาจ โดยการใช้อำนาจที่มีอยู่ในการตัดสิทธิ์นักการเมืองคนไหน ถามว่าเขาทำได้มั๊ย...เขาทำได้ โดยที่ประชาชนมีสิทธิ์คัดค้านมั๊ย...ไม่มี ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นคนที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไปจริง...ที่ต้องได้รับการตรวจสอบว่าไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ว่าไม่ใช่ได้รับการตรวจสอบแบบที่ไม่..ประชาชนไม่มีสิทธิ์คัดค้านได้เลย ซึ่งปัจจุบันมันเป็นอย่างนั้นไง เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มอำนาจฝ่าย Electorate คือ 1.ไม่ต้องมีการยุบพรรคเลย ไม่ใช่ตัดสิทธิ์นักการเมือง 5 ปีนะ พรรคการเมืองไม่ต้องยุบ ไม่มีประโยชน์ที่จะยับ เมื่อประชาชนหมดศรัทธากับพรรคการเมืองไหนพรรคการเมืองนั้นต้องไปอยู่ดี 2.ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งหมดเลย จริงๆ ส.ว.ถ้ามาจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาได้เยอะมาก ประเด็นโดยรวมคือคุณเพิ่มอำนาจฝ่าย Electorate คุณลดอำนาจฝ่ายการตรวจสอบ ลดอำนาจฝ่ายตุลาการ แล้วในที่สุดประชาชนก็จะรู้สึก Empower รู้สึกว่า เขามีอำนาจ แล้วพอเลือกนักการเมืองเข้าไป ถ้าคนๆนั้นมันโกง มันก็ถูกกดดันให้ลาออกอยู่ดี

Q : แต่ประเด็นสำคัญของการที่ต้องมีฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง ทั้งฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ เป็นเพราะเพื่อควบคุมไม่ให้นักการเมืองทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมไทยมาตลอด

A : แต่ว่าทุจริตคอรัปชั่นในเมืองไทยมันไม่ได้เยอะอย่างที่คนคิดนะ จริงๆแล้วนักการเมืองที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าผิดในข้อหาทุจริตคอรัปชั่น มีน้อยนะ น้อยมาก คือทุกคนที่สื่อมวลชนพาดหัวกล่าวหาว่าเขารับ จริงๆยังไม่มีการพิพากษาว่าผิดสักคน แทบจะไม่มีเลยนะ แสดงว่าอะไร...แสดงว่าคอรัปชั่นเป็นเครื่องมือในการกำจัดนักการเมือง การที่วางท่าว่านักการเมืองฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นจำนวนมาก มันเปิดทางให้อะไร...เปิดทางให้มีการยึดอำนาจได้ โดยกองทัพ เปิดทางให้องค์กรอิสระสามารถตัดสิทธิ์นักการเมืองคนที่เครือข่ายอำมาตยาธิปไตยบอกว่าไม่ควรจะอยู่ เปิดทางให้ฝ่ายตุลาการสามารถเล่นงานนักการเมืองบางกลุ่มได้ การที่วาดภาพหรือวางยุทธศาสตร์โดยรวมให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเชื่อว่า นักการเมืองส่วนใหญ่มันเลว มันเอื้อต่อฝ่ายที่ไม่ต้องการให้อำนาจอยู่ที่ประชาชน

Q : การที่ให้อำนาจกับองค์กรอิสระ ฝ่ายตุลาการมากเกินไป มองว่ามันเกิดผลดีกับรัฐบาลนี้หรือไม่
A : ไม่ดีครับ ไม่ดีกับรัฐบาลไหนเลย รัฐบาลนี้เป็นเพียงเหยื่อของเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย แต่ว่าคุณอภิสิทธิ์(เวชชาชีวะ นายกฯ) อาจจะประเมินว่าคุ้มก็ได้ เพราะเขาได้เป็นนายกฯแล้ว

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ ประเด็นการเซ็นต์ “เอ็มโอยู” ปราสาทพระวิหาร ไม่ใช่เรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องเลย ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลปกครองจะต้องนำไปพิจารณา คดีนั้นต้องไม่รับ ต้องไม่รับพิจารณา เพราะว่ารัฐบาลที่ไปเซ็นต์เอ็มโอยู มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาล มันไม่ใช่เป็นประเด็นที่ศาลมีสิทธิ์พิจารณา บางเรื่องไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ บางเรื่องศาลก็พิจารณาว่าเขามีสิทธิ์ อีกประเด็นหนึ่งเรื่องการตัดสิทธิ์นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญนะ คือบางประเด็นมันไม่ใช่แค่ว่า Double Standard มันไม่ควรจะมีการเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย “มาบตาพุด” ปัญหาจริงๆแล้วไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลนี้ในมุมมองของผม ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในแบบที่เปิดให้ฝ่ายองค์ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลหรือ เอ็นจีโอ สามารถยื่นในเรื่อง...ซึ่งในกรณีนี้เขาอ้างเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพยื่นต่อศาลปกครอง เปิดทางให้ศาลปกครองเข้ามาแทรกแซงการบริหารได้ คือถ้ามองอีกมุมหนึ่งรัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้เพื่อเปิดทางให้ศาลปกครองสามารถแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหารได้ เมื่อฝ่ายบริหารให้ใบอนุญาตบริษัทเพื่อไปทำโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแล้ว มันต้องจบแค่นั้น

“ทีนี้ปัญหาสำหรับประเทศไทย สำหรับนักลงทุนต่างประเทศก็คือ ไม่เข้าใจโครงสร้างการเมืองไทย คือเวลามาขอให้รัฐบาลทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เออ...เขาลืมไปว่ามันมีอำนาจอีกอำนาจหนึ่งนี่หว่า อำนาจนั้นคือ “อำนาจศาลปกครอง” คุณได้ใบอนุญาตเสร็จ คุณไปเปิดโรงงานลงทุนไปกี่ร้อยกี่พันล้าน ตื่นมาวันนึง อ้าว...โดนสั่งปิด นี่คือปัญหาที่เรียกว่ามันไม่มีความชัดเจนกับนักลงทุนต่างประเทศ ว่าตกลงผมไปขอกับรัฐบาลแล้วมันจบหรือยัง ในที่สุดแล้วการตรวจสอบจากศาลมันก็เป็นการตรวจสอบที่มาหลังจากที่เหตุการณ์จบไปแล้ว แต่ฝ่ายผู้เสียหายคือฝ่ายเอกชน เพราะฉะนั้นต้นตอของปัญหาหลายปัญหาในประเทศ คือการแทรกแซงการทำงานของฝ่าย บริหาร รัฐบาลนี้ก็โดนเรื่องมาบตาพุด รัฐบาลคุณสมัครก็โดนโดยที่ตำแหน่งนายกฯหลุด รัฐบาลในอดีตโดนเรื่องยุบพรรค แต่ทั้งหมดมันสะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่จะต้องการและเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ ต้องการเข้ามาคุมการทำงานของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นแหละปัญหา เมื่อก่อนก็เป็นกองทัพ แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้พิพากษา นี่เป็นความเป็นจริงของการเมืองไทย”

“วันนั้นผมนั่งคุยกับฝรั่ง นักลงทุนต่างชาติ แล้วก็สรุปประเด็นว่า ตกลงทุกคนในประเทศคิดว่าตัวเองใหญ่ คือทุกคนคิดว่าตัวเองเป็น Stakeholder คือมีหุ้นส่วน ถามว่าวันนี้เมืองไทย นายกฯมีอำนาจสูงสุดในการบริหารหรือเปล่า...มันไม่ใช่ไง ผมเลยมองว่าอย่างคุณอภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นปัญหา ถ้าคุณดูโครงสร้างแล้ววันนี้ ประธานศาลปกครอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฏีกา ผู้บัญชาการทหารบก นายกฯ ทุกคนใหญ่เท่ากันหมดเลย ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าดี แต่ว่าในมุมมองของความชัดเจนในการบริหารและในการออกคำสั่ง ในที่สุดจะเป็นระบบที่มีการตรวจสอบกันโดยที่งานของประเทศมันไม่เดิน” (หัวเราะ)

Q : ไม่เฉพาะผู้พิพากษาที่สามารถควบคุมกลไกการบริหารงานของฝ่ายบริหารได้ในตอนนี้ มีฝ่ายอื่นอีกหรือไม่
A : ประเทศอื่นเขาก็มีการตรวจสอบ คล้ายๆกับแบบนี้ แต่ของเราเป็นการตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวกับอำนาจ ศาลฎีกาในสหรัฐฯแอคทีฟมั๊ย....แอคทีฟนะกับคดีสำคัญๆที่มีผลต่อสังคมเยอะ แต่ว่ามันไม่ใช่คดีที่มีผลต่อนักการเมืองเหลือเกิน คือส่วนใหญ่ในเมืองไทยคือบทบาทของศาลที่มามีผลต่อรัฐบาลทั้งชุด หรือพรรคการเมืองทั้งพรรค หรือนักการเมืองบางกลุ่ม ที่ถามว่ามันเป็นเพราะใคร...มัน...ที่สำคัญกว่าคือ Electorate ต้องมีอำนาจสูงสุด ที่ยังไงต้องวีโต้ฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้

“ทุกอย่างที่คาราคาซัง ที่คนบอกว่าประเทศไทยทำไมมีปัญหาโน่นนี่ ผมให้คำตอบได้เลยแค่ไม่กี่ประโยค แล้วก็แก้ไม่ยาก แต่ดูความพยายามที่จะสร้างความปรองดอง ปฏิรูปประเทศวันนี้ คนที่มีบทบาทในการสร้างปัญหา ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการนี้เลย เขาก็ทำรายงานออกมา แล้วเสนอ”

Q : การดำเนินคดีเสื้อแดงและเสื้อเหลืองที่เริ่มเห็นผลออกมา มันไม่ได้ช่วยในเรื่องความรู้สึกของสังคมถึงความยุติธรรม
A : นี่ไง มันคือประเด็นที่จะนำมาสู่การพูดคุยกันคือ...ใช่มันมีความพยายามวันนี้ที่จะเล่นงานทุกฝ่าย เพื่อลบภาพ Double Standard คือถ้าทำอย่างนั้นด้วยความจริงใจก็ดี หมายความว่าคนไหนที่ทำผิด ก็ต้องดำเนินคดี มีเสื้อแดงไปเผา ไปก่อเหตุจลาจลก็ต้องดำเนินคดี ถ้ามีเสื้อเหลืองตอนนั้นยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน บุกสถานที่ราชการก็ต้องดำเนินคดี คนไหนผิดก็เอาตามเนื้อผ้า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็กฎหมายเอาตามเนื้อผ้า พูดถึงกรณีสนธิ (ลิ้มทองกุล) กับดา ตอปิโด แต่จริงๆแล้ว ยุทธศาสตร์ที่เล่นงานทุกฝ่าย ถ้าเกิดทำด้วยเป้าประสงค์ที่จะล้างบางทุกฝ่ายเพื่อสถาปนาอำนาจใหม่แบบที่ Manager เพิ่งวิเคราะห์ ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ ถ้ามีกระบวนการนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานเหมือนเครื่องจักร คนไหนทำผิด คนไหนเป็นผู้ร้ายในสังคมต้องต้องดำเนินคดีไป รัฐบาลก็ทำหน้าที่อย่างนั้นไป ก็เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นและควรจะมีอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ถ้าทำเพื่อลบภาพ Double Standard แล้วมีเป้าประสงค์ทางการเมือง อันนี้จะเป็นปัญหา เพราะในที่สุดคนจะอ่านออก

Q : มันเป็นการรักษาอำนาจของรัฐบาลเอง หรือรัฐบาลเป็นเครื่องมือให้กับบางคน...เพื่อรักษาอำนาจ
A : นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ตอนนี้ คือที่เราคุยกัน คุณพยายามหาคำตอบที่ผมไม่ให้ อันนี้ควรไปสัมภาษณ์นายกฯ นายกฯจะให้คำตอบได้ ผมไม่ได้เชื่อในทฤษฎีที่ว่าตอนนี้จะมีแนวคิดในการที่จะ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” ผมไม่เชื่อว่าตอนนี้มีคนพยายามที่จะทำแบบนั้น ไม่เชื่อว่าความพยายามที่จะเล่นงานฝ่ายเสื้อเหลือง จะนำไปสู่การยุติบทบาทของพันธมิตรฯจริงๆ หรือแม้กระทั่งจะนำไปสู่การยุติบทบาทของคุณสนธิ ผมเชื่อว่าตรงนั้นไม่มีใครคุมอยู่ แล้วก็ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของใครทั้งสิ้น ในกรณีแกนนำพันธมิตรฯและพันธมิตรฯ คนที่ไปมองพันธมิตรฯ คุณสนธิเป็น...คือเขาใช้คำของเขาเองว่า “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ในกรณีว่าทางพันธมิตรฯเป็นเครื่องมือ ผมไม่เชื่อ สนธิไม่อยู่ในอาณัติของใครทั้งสิ้น แล้วพันธมิตรฯก็ไม่ได้อยู่ในอาณัติ ในกรณีของรัฐบาลนี้ เขาก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นเครื่องมือ รัฐบาลนี้ก็มีบารมีมากพอ ไม่ใช่พูดถึงนายกฯคนเดียว ถ้าพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีบารมีมากพอที่จะต่อสู้ในเกมนี้ถ้าเกิดมีความพยายามที่จะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

Q : “โค” อย่างประชาธิปัตย์ที่กำลังโดนคดียุบพรรค “โค” อย่างพันธมิตรฯที่โดนคดีก่อการร้าย “โคทั้งสอง” จะง่ายต่อการเล่นงานได้
A : มันไม่ง่ายและเขาไม่ได้อยู่ในอาณัติของใคร ผมคุยกับฝ่ายเสื้อแดงหรือแม้จากเพื่อไทยบางคน ที่ไปประเมินว่าเป็นอย่างนั้น...มันไม่ใช่ ประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในกำมือของเครือข่ายอำมาตยาธิปไตย พันธมิตรฯก็ไม่ได้อยู่ พวกนี้เขามีช่องทางในการแสวงหาอำนาจ ที่เขาเข้ามาในช่วงที่มีกระแสต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณแล้วเขาก็เฉลียวพอและมีความยืดหยุ่นมากพอ ยืดหยุ่นในที่นี้ไม่ใช่ Flexible นะ คือเป็นแบบ Resilient ที่ฟื้นตัวขึ้นมาได้ มากพอที่จะเอาตัวรอดในความอำมหิตของเกมนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้มันจะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

Q : เชื่อว่าคดียุบพรรค เป็นแค่การเล่นปาหี่เพื่อลบภาพ Double Standard
A : ก่อนอื่นคือ 1.ไม่ควรจะมีการยุบพรรคใดๆทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่แก้รัฐธรรมนูญนะ มาตราที่ยุบต้องลบไปเลยในมุมมองผม แต่ว่ารัฐธรรมนูญนี้มันเขียนให้ยุบไว้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นถ้าเอาตามเนื้อหาการกระทำผิด ถามว่าถึงเวลา...เอาตามเนื้อผ้ายุบได้มั๊ย...ก็อาจจะได้ แต่ผมว่าไม่ควรจะยุบ เพราะไม่ได้แก้ปัญหาอะไร คุณไปลด...คุณยิ่งไปทำให้สถาบันการเมืองที่สำคัญมากอีกสถาบัน คือประชาธิปัตย์ล้มหายตายจากไปอีก การเมืองยิ่งอ่อนแอ พูดง่ายๆ คือมันอ่อนแอยิ่งกว่าเดิมอีกนะ ถ้ายุบประชาธิปัตย์ คือตอนนี้ก็อ่อนแออยู่แล้วนะ ยุบไทยรักไทย ยุบพลังประชาชน ยุบประชาธิปัตย์...อ่อนไปทุกข้าง ยิ่งเละ วันนี้มันเขียนไว้ให้อำนาจศาลมากเกินไป

“ผมจะไม่ตอบคำถามว่า เป็นการปาหี่หรือไม่ ในที่สุดมันจะอยู่ที่ประชาชนคนไทยที่จะมองเกมนี้ได้ทะลุแค่ไหน คือบางคนอาจตื่นมาแล้วบอกเออ...ไม่มี Double Standard แล้วดี บางคนอาจตื่นมาแล้วอ้าว...อะไรวะเนี่ย เล่นอีกแล้ว คือมันอยู่ที่คนไทยว่าจะมองเกมการเมืองได้ทะลุแค่ไหน อย่างพันธมิตรฯไม่ว่าจะโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างไร คุณสนธิเขาก็ยัง Prefer (ชื่นชอบ) คุณอภิสิทธิ์ คือยังมองว่าคุณอภิสิทธิ์ยังดีกว่าคนอื่น คือ Ideal ตามอุดมการณ์ที่พันธมิตรฯเขาต้องการ คือให้นักการเมืองมีบทบาทน้อยลง เพราะเขาสรุปว่านักการเมืองส่วนใหญ่มันเลว คราวนี้ถ้าคุณจะเอานักการเมืองในมุมมองของพันธมิตรฯเป็นคนดี มันก็เหลือน้อยมาก ไม่กี่คน มันคงไม่พอบริหารประเทศ เพราะยุทธศาสตร์โดยรวมคือการกำจัดนักการเมือง ถ้าเอาตามอุดมการณ์ของเขา มันคงยากที่จะทำในสิ่งที่ฝ่ายพันธมิตรฯต้องการอย่างสมบูรณ์แบบ มันคงไม่มี พันธมิตรฯคงต้องการให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯต่อไป”

Q : การดำเนินคดีกับประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ สังคมจะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมเดินหน้าอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือจะเชื่อตามที่ฝ่ายพันธมิตรฯพยายามโจมตี
A : มันก็อยู่ที่ว่า ฝ่ายที่ต้องการ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” สามารถกำจัดพันธมิตรฯได้จริงหรือไม่ อยู่ที่ผลคดีต่อพันธมิตรฯ โดยเฉพาะคุณสนธิ อยู่ที่ผลออกมาแล้ว โอเค...Manager / ASTV และคุณสนธิจะมีบทบาททางการเมืองต่อไปอย่างที่ทีมาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหรือเปล่า ถ้ามีต่อไป ยุทธการเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล ไม่มีทางสำเร็จ เพราะว่าคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสื่อมวลชนคือฝ่าย Manager อย่างไม่มีข้อสงสัยเลย เพราะว่าเป็นต้นน้ำของข่าวที่นำเสนอส่วนใหญ่ของสื่อมวลชน กระแสหลักในเมืองไทย เริ่มที่ Manager แต่ว่าถ้ายุทธการเสร็จนาฆ่าโคถึกฯจะสำเร็จ ก็คือหมายความว่าสามารถกำจัดบทบาทของ Manager / ASTV และสนธิ ซึ่งผมไม่เห็นว่าใครจะทำได้ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นผมเลยสรุปว่า รัฐบาลนี้อยู่ไปเรื่อยๆ แล้วผมว่าเป็นอย่างนี้ไม่เป็นไร ผมมองว่ามันคงจะเป็นแนวทางที่จะเป็นอย่างนี้ แล้วก็มีการเลือกตั้งปีหน้า พรรคไหนชนะ-พรรคนั้นก็ได้กำหนดใครเป็นนายกฯ อย่างนั้นดีที่สุด ไม่ต้องยุบพรรคอะไรทั้งสิ้น คือเลิกยุบพรรคไปได้ เพราะว่าคุณยุบเขาก็ตั้งพรรคใหม่อยู่ดี คือมันเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดตั้งแต่แรกกรณียุบพรรค แล้วยิ่งแทรกแซงมาเท่าไหร่...ก็ยิ่งพัง

Q : ตอนนี้มองว่า “ทุกฝ่ายโดนเล่นงาน” ดำเนินคดีเท่าเทียมกันหมดหรือไม่ ตามสถานการณ์ตอนนี้

A : ณ ตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลนี้จะประสบความสำเร็จในการดำเนินคดีกับพันธมิตรฯ คือผมไม่เชื่อว่าจะเห็นแกนนำพันธมิตรฯจะอยู่ในเรือนจำ...ไม่มีทาง แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลนี้เล่นงานเสื้อแดงได้แบบมีประสิทธิภาพกว่า กัก “แกนนำ” ได้อย่างต่อเนื่อง เวลามันเป็นเครื่องพิสูจน์ เราจะสรุปว่าไม่เท่ากัน มันก็ไม่ได้ เพราะว่ามันต้องให้เวลานิดนึง

Q : เชื่อว่าการดำเนินคดีกับประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ก็เพื่อกลบกระแส 2 มาตรฐานเท่านั้น

A : มันมองได้ 2 อย่าง คือรัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้เพื่อให้มีการยุบพรรค เพราะฉะนั้นถ้าศาลให้ยุบพรรคแล้วก็เอาตามเนื้อหาในกฎหมาย มันก็อาจยุบได้จริงๆ แต่ว่าผลพลอยได้คือการลบภาพ 2 มาตรฐาน แต่คนที่เขายุบอาจจะไม่ได้ทำเพื่อเหตุผลนั้น อาจทำเพราะในกฎหมายกำหนดให้ยุบได้ ทีนี้ถ้าเราจะกล่าวหาว่าเขาทำเพื่อจุดมุ่งหมายนั้น บางคนอาจจะมีจุดมุ่งหมาย บางคนอาจจะไม่มีก็ได้ เราไปกล่าวหาไม่ได้ แต่ผลพลอยได้จะออกมาในลักษณะนั้น แต่ต้องย้อนกลับมาว่า วิกฤตการเมืองมันเกิดขึ้นมาเพราะว่ามันมีการแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการและฝ่ายกองทัพตั้งแต่แรก ผิดพลาดที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤตการเมืองรอบนี้คือที่ศาลปกครองยกเลิกผลการเลือกตั้ง เดือนเม.ย.ปี 2549 เป็นจุดเริ่มต้น ของกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ที่เข้ามายุ่งกับการเมืองตั้งแต่วันนั้น เพราะฉะนั้นวิกฤตวันนี้จะจบเมื่อตุลาการภิวัฒน์กลับเข้าสถานที่ทำงานปกติ และเมื่อกองทัพกลับเข้ากรมกองปกติ และก็นักการเมืองบริหารประเทศต่อไป เพราะนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง และมีสิทธิ์ในการบริหารประเทศ ส่วนใครโกงมันก็จะค่อยออกไปเอง ใครโกงมันก็มีกระบวนการตรวจสอบ กระบวนการกดดัน คนไหนถูกพิสูจน์ว่าโกงมันก็ต้องออกไป นั่นคือวิธีแก้วิกฤต ส่วนตอนนี้ถ้าลดกระแส Double Standard มันก็เป็นเรื่องที่ใครอยากจะทำก็เขาก็คงพยายามทำ แต่ว่าถ้าแก้ปัญหาจริงๆ ตุลาการต้องกลับบ้านไป ทหารกลับบ้าน นั่นคือวิธีแก้ปัญหาจริงๆ แล้วก็แก้ง่ายมาก มันอยู่ที่ตัวของ “ผู้พิพากษา” อยู่ที่ตัว “ผู้นำเหล่าทัพ” ด้วย

“ปกติแล้วนักการเมืองบริหารประเทศเป็นอย่างนี้ทุกประเทศ คือมันปกติ ไอ้ของเรามันไม่ปกติ คือปกติประเทศอื่นนักการเมืองก็บริหารประเทศไป แล้วนักการเมืองมันก็โกง แล้วมันก็ค่อยๆออกไปโดยแรงกดดันจากอะไรก็ว่ากันไป จากสื่อมันก็ออก เคยมีที่ไหนที่โกงจริงๆแล้วคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วมันไม่ออก...ไม่มี บ้านเราเนี่ยคนไหนโกงจริงๆ พอหนังสือพิมพ์แฉ แล้วมีหลักฐาน มันก็ออกทั้งนั้น ตอนนั้นช่วงคุณทักษิณที่หนังสือพิมพ์กดดันให้ออก ทำไมไม่ออก...มันไม่มีหลักฐานที่แฉกันแบบเต็มๆ ที่โยงไปถึงนายกฯอย่างชัดเจน คือผมพูดถึงหลักฐานที่ขึ้นในศาลได้ ถ้ามี มันก็พอที่จะให้ออกวันนั้น แต่มันไม่มีไง”  

Issues เรื่อง “ล้มเจ้า” นิดเดียว ผมไม่พูดมาก เพราะไม่ต้องการพูดอะไรมาก Issues เรื่องล้มเจ้า ผมเปรียบเทียบกับในสหรัฐฯ เหมือน Issues การเหยียดผิว Racism การกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองในอเมริกาอย่างตอนนี้ คุณเล่นข่าวว่าเหยียดผิว เป็นข้อกล่าวหาที่จบเลย จบอนาคต เรื่องแบบนี้คนไทยและสื่อไทยต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็ติดหลงอยู่ในเกมเดิม

สรุปก็คือเพิ่มอำนาจ Electorate ลดอำนาจอีกฝ่าย หรือไม่คุณต้องให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วถอดถอนคุณได้ ถ้าผู้พิพากษาลุแก่อำนาจ มายุบพรรคการเมือง ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งถอดถอนผู้พิพากษาได้ นี่คือประชาธิปไตย ผมพูดอย่างนี้ได้ที่ไหน ก็พูดได้ที่นี่ มี Thaiinsider มีอะไรบ้าง ที่พูดได้เต็มๆ มี Thaiinsider มี VOICE TV / ASTV ก็พูดได้เต็มๆ แต่มันอีกมุมนึง D-Station ก็ถูกปิดอยู่ เว็บประชาไท ขนาดประชาไทเป็นหนึ่งในไม่กี่เว็บที่เขียนได้จริงๆแล้วลง ยังถูกบล็อก ตอนนี้ผมไม่เขียนบทความ เพราะถูกเซ็นเซอร์ ขนาดภาษาอังกฤษยังถูกเซ็นเซอร์ ไม่ใช่รัฐบาลเซ็นเซอร์ คือผู้บริหารเซ็นเซอร์กันเอง

Q : การวิพากษ์วิจารณ์ถึงคนที่เหมาะสมกับการมานั่งในตำแหน่งนายกฯ ซึ่งมีทั้งชื่อของคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือคุณสุรเกียรติ เสถียรไทย
A : คือผมพูดว่า ยุทธศาสตร์ในการตัดสินนักการเมืองมันผิดพลาดไง เพราะว่าตอนนั้น ถ้าเกิดจะให้คนลืมคุณทักษิณ คุณต้องให้คนที่มีศักยภาพขึ้นมาเป็นนายกฯ ถามว่าถ้าปล่อยให้คุณสุรเกียรติหรือคุณสมคิด หรือคนอื่นที่มีความสามารถ ซึ่งมันมีเยอะแยะบริหารเนี่ย ดีๆนะ ให้เวลาเขาพอ เขาก็สร้างผลงาน แล้วประชาชนอาจจะลืมทักษิณได้ คุณเล่นไปตัดสิทธิ์หมดตั้งแต่แรก Player ที่เล่นในเกม มันก็เหลือน้อยลง คือพูดง่ายคนที่กำจัดทักษิณ กลัวทุกคนไปหมดในระบอบทักษิณ คือมันไม่ใช่ จนไปๆมาๆ ก็ไปเข้าล็อกประชาธิปัตย์ที่ตอนนี้ คือใครไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ก็คืออยู่ในระบอบทักษิณ คือการตัดสิทธิ์นักการเมือง มันผิดยุทธศาสตร์ตั้งแต่แรกในการที่จะดึงคนมาสนับสนุนคนอื่นที่ไม่ใช่คุณทักษิณ
..................................


 

คอมเมนต์คอมเมนต์  

 
#53 คนไทยที่บินอยู่สูง 2010-08-19 20:56
กลับตัวกลับใจ สังคมยังให้อภัย ครับ
เป็นกำลังใจให้ล ะกันค้าบ
อยากเห็นคนรุ่นใ หม่ ที่
กล้าคิด (แต่เรื่องดีดี)
กล้าทำ (แต่เรื่องดีดี)
และ ไม่รับใช้ใคร (เป็นพิเศษ)
เป็นตัวของตัวเอ ง (ในทางที่ดี)
 
 
#52 คนไทยที่บินอยู่สูง 2010-08-19 20:52
โถ.. คุณปลื้ม มันมีที่ไหน สถานีที่นายทุนเ ปิดโอกาสให้ผู้จ ัดรายการวิจารณ์ ออกมาวิจารณ์กลุ ่มของนายทุนตนเอ ง แล้วที่กล้าพูดว ่า ประเทศไทยนักการ เมืองคอรับชั่นน ้อย ไอ้บ้า จะด่าอยู่แล้วเช ียวว่าเป็นเด็กน อกเลยไม่ค่อยรู้ เรื่องเมืองไทย แต่เมืองนอกเขาจ ัดอันดับประเทศไ ทย ทุจริตติดอันดับ ต้นๆของโลก ก้อเลยงงว่า คุณปลื้มจบนอกมา จริงรึป่าว ฟรั่งยังรู้เลยว ่านักการเมืองไท ยทุกสมัย โกงกันทั้งนั้น โกงกัน ..บหาย โกงกันมากขึ้นเร ื่อยๆ (ตามราคาทองคำ) อยากทำงานสื่อ ต้องทำการบ้านให ้มากกว่านี้นะคร ับ
 
 
#51 คนชายขอบ 2010-08-19 20:43
ชอบปลื้มมาก ชัดเจนตรงประเด็ น กล้านำเสนอ พูดเรื่องเข้าใจ ยากให้ฟังง่ายมี อารมณ์ขันทำเรื่ องเครียดให้สุนท รีย์ อีกไม่นานเมื่อเ คเบิ้ลครองตลาดห ลักได้เวลาลีลาป ลื้ม....เบื่อหมาแพนดี้แ ละเด็กชายชินจัง เจ้าของวลี นายคนนี้ รางวัลนั้นเจ้าไ ด้แต่ใดมา
 
 
#50 ping 2010-07-23 02:29
ขอบคุณสำหรับคำว ิจารณ์และข้อคิด ดี ๆ ของคุณปลื้ม ในฐาะนะประชาชนค นไทยคนหนึ่ง ต้องการให้รัฐบา ลคืนอำนาจให้ประ ชาชนโดยเร็วที่ส ุด ภาพพจน์ของประเท ศไทยตอนนี้บอบชำ มากเหลือเกินในส ายตาคนไทยด้วยกั นและสายตาชาวโลก สงสารประเทศไทย ที่ถูกนักการเมื องทำร้าย จนภาพลักษณ์ของป ระเทศไทยที่ดี ๆ หายไปเกือบหมดสิ ้น นักการเมืองเลือ กตั้งเข้ามาได้ พอหมดอำนาจก็ออก ไป ทิ้งไว้แต่ผลงาน ที่ทำไว้ โปรดอย่าทำร้ายเ พื่อสร้างตราบาป ให้กับประเทศมาก ไปกว่านี้เลยนะ คืนอำนาจให้ประช าชนเลือกตั้งใหม ่ เราจะได้เป็นประ เทศประชาธิปไตยอ ย่างแท้จริง ผู้นำต้องรู้จัก เสียสละเป็นสิ่ง ที่ควรทำที่สุด
 
 
#49 1 2010-07-22 18:02
สมัครผู้ว่า กทม ให้ได้ก่อนค่อยม าคุย กุยังจำได้มันด่ าคนกรุงเทพ ถุ๊ยๆๆ
 
 
#48 Mark 2010-07-20 21:45
It will be good if you dare to say who kill people.
 
 
#47 ิฺBEE 2010-07-20 21:36
ชอบคุณปลื้ม กล้าคิด กล้าพูดดี และที่สำคัญไม่ไ ด้เป็นขี้ข้าอำม าตย์ สำหรับคนที่เป็น ห่วงเรื่องซื้อเ สียง ระบอบประชาธิปไต ยคับ ทุกคนมี 1 สิทธ์ 1 เสียงเท่ากัน ถ้ามีใครซื้อสิท ธิ์ขายเสียงก็เป ็นเรื่องของ กกต.ที่ต้องทำหน้าที ่นี้ไป ไม่ต้องมาดัดจริ ต ตอแหล เป็นห่วงคนอื่นเ ค้าหรอก
 
 
#46 Nut 2010-07-19 22:39
ชอบปลื้มที่กล้า พูดกล้าวิจารณ์ อายุยังน้อย กำลังสะสมประสบก ารณ์อยู่อีกสิบป ีข้างหน้าจะได้เ ป็นนักการเมืองแ ถวหน้าที่มีชื่อ เสียงแน่นอน ตอนนี้ให้รักษาร ะดับให้คงเส้นคง วาก่อนอย่านอกลู ่นอกทาง เป็นกำลังใจให้
 
 
#45 Guest 2010-07-19 21:59
สนับสนุน ปลื้ม อีกหนึ่งเสียง
 
 
#44 Lao-udon 2010-07-19 21:37
Can he solve the dirty election in votes buyins?
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช