ข่าวร้อน!
วันศุกร์ที่ 07 พฤษภาคม 2010 เวลา 20:30 น.    พิมพ์ อีเมล
ถอดรหัส'ความคิดพธม.' 'นช.'ระแวงบิ๊กจิ๋ว-ชูอ๋อย ฟันธง'นายกฯ'ติดกับดัก! 'ผู้แวดล้อม-กลัวสูญเสีย'

การออกมาเสนอทางออกเรื่องแนวทางการปรองดอง 5 ข้อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ก่อให้เกิดปฏิกริยามากมายในสังคมการเมือง

เพราะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกับ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ในฐานะตัวแทน “คนเสื้อเหลือง” ที่เคยสร้างชื่ออันลือลั่นในการช่วยโค่นล้ม “ระบอบทักษิณ” ภายใต้การนำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เวลานี้แปรสภาพมาเป็น “นักโทษ” โดยสมบูรณ์แบบ

แถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ที่ออกมาคัดค้านแนวคิดของ “อภิสิทธิ์” นั้น ก่อให้เกิดผลสะเทือนทางการเมือง “พอสมควร” ถึงขนาดที่ “อภิสิทธิ์” ต้องเชื้อเชิญให้ “ตัวแทน” ของพันธมิตรฯ เข้าพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา

โดยมี 2 ตัวแทนของพันธมิตรฯคือ “พิภพ ธงไชย” แกนนำคนสำคัญ และ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” โฆษกพันธมิตรฯ ร่วมหารือกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และวอลล์เปเปอร์ข้างตัว “ศิริโชค โสภา”

“ไทยอินไซเดอร์” มีโอกาสได้พูดคุยถึง “ความคิด” ของกลุ่มพันธมิตรฯ กับ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” โฆษกพันธมิตรฯ บุคคลที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันเป็น “ประธานพรรคเพื่อไทย” โดยเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคความหวังใหม่ และรองโฆษกพรรคความหวังใหม่ ในยุคที่พล.อ.ชวลิต ยังเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่

ก่อนโยกมาเป็น “ผู้อำนวยการองค์การฟอกหนัง” ด้วยวัย 31 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย

ด้วยความสนิทสนมกับพล.อ.ชวลิต ทำให้ “เขา” เคยออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับ ๒๕๔o" โดยมีเนื้อหาชี้แจงถึงปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ถูกโจมตีว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตเรื่องค่าเงินบาท

ต่อมาในเดือนก.ค. 2548 "เขา" ได้เข้าไปทำงานในเครือผู้จัดการ ของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" และได้ทำรายการใน ASTV คือ "สภาท่าพระอาทิตย์" และเขียนคอลัมน์ในเครือผู้จัดการ ซึ่งยังคงทำมาจนปัจจุบัน

ที่สำคัญ "เขา" เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการขับไล่ "ทักษิณ ชินวัตร" โดยรับหน้าที่เป็นโฆษกบนเวที จนนำมาสู่ตำแหน่งสำคัญคือ “โฆษกพันธมิตรฯ” ในที่สุด

ที่สำคัญ “เขา” คือหนึ่งในตัวเลือกที่ “อภิสิทธิ์” กำหนดให้เข้าไปพูดคุยพร้อมๆ กับ “พิภพ”

ดังนั้นเราจึงต้องการถอดรหัส “ความคิดของพันธมิตร” ผ่านบุคคลที่เป็น “โฆษกพันธมิตรฯ” และได้ชื่อว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ให้ความไว้วางใจในระดับต้นๆ
.....................................
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

Q : หลังการเข้าพูดคุยกับนายกฯ ถึงแผนโรดแม็ป 5 ข้อที่นายกฯเสนอ กลุ่มพันธมิตรฯมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง
A : เมื่อวานนี้ (6พ.ค.) ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล หลังจากได้รับข้อมูลมาแล้ว ก็จะมาพูดคุยกันระหว่างแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งมีทั้งข้อมูลที่เปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้ทางสาธารณะ เพราะเป็นยุทธการ ยุทธวิธี ซึ่งไม่เป็นผลดีนัก ถ้าจะเปิดเผยทางสาธารณะ ในภาพรวมวันนี้ (7พ.ค.) ก็จะมีการประชุมแกนนำพันธมิตรฯ

Q : ความเข้าใจของพันธมิตรฯต่อแผนโรดแม็ปดังกล่าว มีมากเพียงใด หลังจากฟังคำชี้แจงจากนายกฯ

A : ถามว่า เราได้รับข้อมูลจากนายกฯมากขึ้น ขณะที่ท่านนายกฯก็ได้มุมมองจากพันธมิตรฯมากขึ้น แม้ว่าจุดยืนในภาพรวมยังไม่เปลี่ยนของพันธมิตรฯ แม้กระทั่งของท่านนายกฯก็ยังไม่เปลี่ยน แต่อย่างน้อยการแลกเปลี่ยนข้อมูล ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตในการที่จะพิจารณาเหตุการณ์ใดๆ

Q : จุดยืนพันธมิตรฯยังไม่ได้มีการกำหนดชัดเจนว่า จะมีการนัดชุมนุม

A : การเคลื่อนไหวอื่นใด จะกำหนดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในข้างต้นก็ถือว่า การประณามนายกฯที่ไปเจรจากับกระบวนการโจรก่อการร้ายของรัฐไทยใหม่ เราถือว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต ถ้ายังขืนมีขบวนการติดอาวุธสงคราม ขบวนการก่อการร้ายที่คุกคามชีวิตทรัพย์สิน และสิทธิเสรีภาพของประชาชน และยังปล่อยลอยนวล การที่จะมีการเลือกตั้งต่อไป ก็จะเป็นมิคสัญญี จะมีการโกงเลือกตั้ง ข่มขู่คุกคามประชาชนครั้งใหญ่ที่เป็นภัยใหญ่หลวงรออยู่เบื้องหน้า ในขณะที่บรรยากาศความสงบชั่วคราวเป็นเพียงแค่ความฉาบฉวยที่ไม่สามารถแก้วิกฤตการณ์ในอนาคตระยะยาวได้

Q : นายกฯเอง ก็ยืนยันว่า ถึงแม้จะมีการเปิดเจรจาพูดคุยกับแกนนำ แต่ขั้นตอนทางกฎหมายในการดำเนินการเอาผิด ก็ยังเดินหน้าต่อไป
A : ดีครับ...ดีครับ แต่ว่าเรา...ที่ทำอยู่ก็พยายามทำ เราก็เห็นความตั้งใจอยู่ แต่ต้องไม่ลืมว่า เราเห็นกระบวนการที่ข้าราชการตำรวจใส่เกียร์ว่างจำนวนมาก ทหารอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่น้อยเช่นเดียวกันซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงโดยตรง เพราะฉะนั้นการจับกุมคดีความตั้งแต่พันธมิตรฯชุมนุมตั้งแต่ปี 2551 ทั้งโดนเอ็ม 79 บาดเจ็บมากมาย ไม่มีใครจับกุมได้เลย แม้แต่ปีที่แล้วที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล (แกนนำพันธมิตรฯและหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่) ตอนเดือนเมษายนถูกรุมฆ่า ก็ไม่มีใครจับกุมได้เป็นเวลาปีหนึ่ง แต่เราเกรงว่าพอประกาศยุบสภาเสร็จ ข้าราชการทั้งหมดจะใส่เกียร์ว่าง เพราะมุ่งเห็นแต่อนาคตทางชีวิตราชการตัวเอง ว่าจะอยู่ภายใต้เงื้อมมือของนักการเมืองกลุ่มไหน โดยเฉพาะนักการเมืองบางกลุ่มตอนนี้ที่ติดอาวุธสงคราม มีกลุ่มอันธพาลที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำงานได้อย่างยากมาก ยากเย็นมากหลายเท่า ผมคิดว่าการประกาศล่วงหน้า (หมายถึงประกาศยุบสภา) ทำให้ข้าราชการน่าจะใส่เกียร์ว่างเพิ่มเติม จนกระทั่งกระบวนการจับกุมหรือขยายผลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อการร้าย อาวุธสงคราม อันธพาลที่ครองเมืองมันก็จะไม่คืบหน้าคลี่คลายได้

Q : คิดเห็นอย่างไรกับการที่นายกฯตัดสินใจประกาศเลือกตั้งใหม่ ทั้งที่อายุของรัฐบาลยังเหลืออยู่กว่า 1 ปี 9 เดือน

A : เราไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล ว่าจะอยู่เท่าใด แต่เราสนใจที่ว่า รัฐบาลจะอยู่เพื่ออะไร รัฐบาลจะอยู่เพื่อทำอะไร ถ้ารัฐบาลอยู่เพื่อแก้ไขวิกฤต ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่รัฐบาลจะไม่อยู่เพียงเพื่อต้องการเอาตัวรอด และทิ้งปัญหาเอาไว้ เราก็ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่า หรือจะอยู่เฉยๆแล้วไม่ทำอะไร ก็คงต้องเปลี่ยนตัวคนที่กล้าตัดสินใจโดยเฉพาะ ตอนนี้รัฐบาลได้ประกาศว่าให้กลุ่มคนเสื้อแดงสลายการชุมนุมตั้งแต่ 5 พ.ค. บัดนี้เวลาผ่านไปแล้ว เมื่อเราเห็นว่าปัญหาการยุบสภา การประกาศล่วงหน้าเป็นอุปสรรคและเป็นภัยอย่างหนึ่งที่รอเราอยู่เบื้องหน้า รัฐบาลต้องถือโอกาสนี้ทบทวนในการที่จะยกเลิกมาตรการเหล่านี้ ซึ่งมีความชอบธรรมเพียงพอแล้วหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงยืดเยื้อและไม่ยอมสลายการชุมนุม

Q : จะวัดความจริงใจของรัฐบาลจากอะไร
A : บังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมาจับกุมยังไม่ได้สักคนที่เป็นแกนนำ ไม่ได้แปลว่า ทำแล้วต้องนองเลือด กรณีตัวอย่างการจับกุมนายอริสมันต์ (พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง) คือตัวอย่างว่า ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการที่เกิดขึ้น ถ้าเพียงแค่บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดที่เป็นอุปสรรค หรือฝักใฝ่ทางการเมือง ก็ต้องมีการโยกย้าย เพียงทำแค่นี้ กระบวนการก็จะเปลี่ยนทิศทางทันที และเราได้เสนอการบังคับใช้กฎหมายให้กับท่านนายกฯ แทนที่จะตกอยู่ในกับดัก ที่เชื่อว่าถ้าบังคับใช้กฎหมายเมื่อไหร่ ก็จะเกิดนองเลือด ประชาชนจะล้มตายจำนวนมาก ท่านต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า “การบังคับใช้กฎหมาย” ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการนองเลือดเสมอไป ซึ่งเราได้กำหนดมาตรการให้ท่านนายกฯทราบ ยกตัวอย่างหลายตัวอย่าง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยยุทธวิธีว่าในฐานะที่เป็นผู้มี ประสบการณ์ชุมนุมมาก่อน เราสามรถทำอะไรได้บ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการนองเลือด น่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีว่า ไม่ได้แปลว่าพันธมิตรฯสนใจที่จะทำให้เกิดการนองเลือดหรือสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ เราทราบปัญหาดี แต่ว่าต้องมีวิธีการแยกปลาออกจากน้ำ อย่างที่ท่านนายกฯกำลังทำอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่า เอาปลากับน้ำให้หายไปในวันนี้ แต่เราก็ไม่รู้ว่าอาวุธสงครามจะไปอยู่ที่ไหน ผู้ก่อการร้ายจะไปอยู่ที่ไหนหลังจากวันนี้ มันไม่ได้ครับ

Q : โรดแม็ป 5 ข้อที่มีขั้นตอนจำนวนมากในการดำเนินการ จะเพียงพอกับเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่
A : เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ ปัญหาเรื่องใหญ่ๆ โครงสร้างบ้านเมือง ไม่ว่าปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ทุจริตเลือกตั้ง ปัญหานักการเมืองที่ขาดจริยธรรม ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขหรือสร้างกติกาใหม่เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่วันนี้เราเห็นว่า ประเด็นที่นายกฯพูดมา 5 ข้อ น้ำหนักเหมือนกลับไปสู่ข้อสุดท้าย เพราะเพียงมีเวลาแค่ 4 เดือนครึ่ง ก็คือกระบวนการในการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้เกี่ยวกับการให้สิทธิ์ของนักการเมืองด้วยกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องประโยชน์ของคนไม่กี่คนเอง มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายก่อนหน้านี้ ตากแดดตากฝนก่อนหน้านี้กับการปฏิรูปประโยชน์ของนักการเมืองแค่นั้นเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหญ่ ซึ่งประชาชนต้องทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมโดยตรง จะให้นักการเมืองมาต่อรองผลประโยชน์ด้วยกันเอง คงไม่ได้ เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศไทย เห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วเราก็เสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษรในแถลงการณ์ของพันธมิตรฯฉบับที่ 29/2551 วันที่ 12 ธ.ค.2551 ว่าเราสนับสนุนและเรียกร้องการปฏิรูประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็นอย่างตอนนี้แหล่ะครับ แล้วเราก็คิดว่ารัฐบาลล่าช้าเกินไปในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เพียงแต่ว่า การกำหนด 4 เดือนครึ่งนั้น มันเหมือนว่าไม่มีอะไรผูกมัดและเป็นหลักประกันได้ว่าจะมีการปฏิรูปประเทศไทยจริงๆ ไม่มีหลักประกันให้เชื่อมั่นได้ว่าความสงบ สันติสุขจะกลับคืนมาสู่สังคมไทยจริงๆ สิ่งที่เป็นภัยอันตรายใหญ่หลวงต่อประชาชนในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย อันธพาล ยังไม่มีหลักประกันว่า จะมีความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมีสันติสุขเกิดขึ้น หลักประกันในเรื่องการล้มเจ้าจะถูกจัดการอย่างเคร่งครัดภายในระยะเวลา 4 เดือนครึ่ง ก็ไม่มีหลักประกันเช่นเดียวกัน แล้วประชาชนจะมั่นใจกับบรรยากาศการเลือกตั้งได้อย่างไร

“ยังไม่มีการปฏิรูป ซึ่งไม่มีแนวโน้มจะสำเร็จได้ง่ายๆ ถ้ากระบวนการยังมีความคลุมเคลืออยู่ทั้งวิธีการและการกำหนดระยะเวลาที่สั้นเกินไปแบบนี้ เมื่อระยะเวลากำหนด 4 เดือนครึ่ง นักการเมืองทั้งหมดก็จะระดมสรรพกำลังมุ่งไปกับการเลือกตั้ง ข้าราชการทั้งหมดก็จะมองดูว่าใครเป็น ก็จะใส่เกียร์ว่าง เพื่อรอรับผู้บริหารของตัวเอง หรือผู้บังคับบัญชาของตัวเองที่เป็นฝ่ายการเมืองในอนาคต แล้วประเทศจะอยู่ได้ยังไง ใครจะเป็นผู้สลายผู้ก่อการร้าย ใครจะเป็นผู้จัดการกับอันธพาลที่ครองเมืองอยู่ในเวลานี้และอาจจะกระจายไปทั่วประเทศ และจะเหิมเกริมมากว่าเดิม...ใครล่ะครับ”

Q : ถึงแม้พันธมิตรฯจะเข้าไปร่วมอย่างเต็มตัว ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จได้
A : มันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกครับ คือไม่ใช่ปัญหาสำคัญ หลักสำคัญอยู่ที่ว่า รัฐบาลเห็นปัญหาหรือเปล่าว่า “คืออะไร” ระหว่าง "ปัญหาเผชิญหน้า" กับ "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ปัญหาเผชิญหน้าที่จัดการไม่ได้ ไม่มีทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เพราะปัญหาเผชิญหน้ามันขัดขวางอยู่ กองกำลังติดอาวุธ อาวุธสงคราม ความคิดในการที่จะก่อให้เกิดรัฐไทยใหม่ ความคิดในการที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ มันขวางอยู่กับกระบวนการปฏิรูปประเทศไทย การปฏิรูปประเทศไทยเดินหน้าได้นะครับ ไม่เกี่ยวกับกระบวนการที่จะเอาผิด ทำทันที ทำได้เลย เพียงแต่ว่าเราเห็นว่า ระยะเวลามันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องขจัดไปก่อน รัฐบาลไม่ควรเอาเวลามาเป็นตัวตั้ง ว่าเสร็จเท่าไหร่-ก็ได้เท่านั้น ยิ่ง 4 เดือนครึ่ง...ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อเสร็จเท่าไหร่ได้เท่านั้น ก็แปลว่า ประชาชนต้องเผชิญหน้าโดยลำพัง เป็นไปตามยถากรรมว่า อะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้ แต่ถ้ารัฐบาลประกาศเอาความสำเร็จเป็นตัวตั้ง แล้วจึงประกาศยุบสภา-แล้วเกิดการเลือกตั้งใหม่ ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ที่จะทำให้เกิดความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราปล่อยไปเช่นนี้ ผมคาดการณ์ได้ว่าจะมีการ...สมมติกลุ่มเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะ ผมเชื่อว่าอันดับแรกที่เขาทำก็คือ โยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วใครจะรับประกันเรื่องคดีก่อการร้าย ซึ่งอาจจะอยู่รวมกับพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล ใคร ไม่มีทางที่จะทำได้เลย จะซ้ำรอยปี 2551 ที่พันธมิตรฯต้องออกมาชุมนุมคัดค้าน เพราะต้องรักษาหลักนิติรัฐ และมันจะรุนแรงมากกว่านี้ เพราะว่าในปีนี้มีอาวุธสงครามหนักขึ้นกว่าเดิมมาก มีถึงขั้นอาร์พีจี ระเบิดเอ็ม 79 เอ็ม67 ปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 จำนวนมาก มันอันตรายอย่างยิ่ง ประเทศไทยก็จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ก่อการจลาจล ประชาชนก็ไม่รู้สึกว่ามีความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินที่จะใช้สิทธิหรือหน้าที่ของตัวเองตรมรัฐธรรมนูญได้

Q : บทบาทรัฐบาลตอนนี้เหมือน “ขายผ้าเอาหน้ารอด”
A : ผมคิดว่า “รัฐบาล” โดยเฉพาะ “นายกฯ” ติดอุปสรรคในเรื่องกับดักบางอย่าง เช่น กับดักข้อแรกคือ “กลัวไปหมดเรื่องการสูญเสีย” ซึ่งนายกฯท่านมีใจดีนะครับ เพียงแต่ว่า เราต้องไปจุดประกายว่ามันมีตั้งหลายวิธีไม่สูญเสีย หรือสูญเสียน้อยมาก ในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย ประการที่ 2 ท่านติดกับดักคือ “เรื่องของตัวบุคคลที่แวดล้อมท่าน” โดยเฉพาะในเรื่องของบุญคุณ บุญคุณกับคุณสเทพ เทือกสุบรรณ (รองนายกฯและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) บุญคุณกับคุณเนวิน ชิดชอบ (แกนนำพรรคภูมิใจไทย) บุญคุณกับพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ (รมว.กลาโหม) ทำให้กลไกฝ่ายความมั่นคงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และก็ไม่สามารถโยกย้ายตำรวจระดับไหนได้ภายใต้อุปสรรค ทั้งในเรื่องบุคลากร ทั้งในเรื่องข้อกฎหมาย

อันที่ 3 ก็คือว่า สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญก็คือ “ทัศนคติ” ความเชื่อของท่านนายกฯว่าการยุบสภาวันนี้ ทำให้เกิดความสงบ 6 เดือน สงบ 6 เดือนเพื่อไปแก้ไขวิกฤตต่างๆ แต่เราเชื่อตรงกันข้ามว่า การประกาศยุบสภาล่วงหน้า เป็นการสงบที่อำพรางแฝงไว้เพื่อรอวันปะทุขึ้นในสถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่า อันนี้คือความคิดที่แตกต่าง โดยเฉพาะการยุบสภาแล้วข้าราชการใส่เกียร์ว่าง เป็นเหตุผลที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

Q : คนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวนายกฯเป็นอุปสรรคมาตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล จนถึงปัจจุบัน และจะเป็นต่อไปจนถึงการยุบสภา
A : มันก็ยังคงเป็นอุปสรรคต่อไป จนกว่าท่านนายกฯไม่แคร์ในตำแหน่งตัวเอง ไม่แคร์ต่อคำครหาในการตัดสินใจที่เด็ดขาดกว่านี้ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง ผมเชื่อว่าท่านไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาลเสมอไป ถึงแม้จะมีพรรคร่วมรัฐบาลหักหลัง ถ้าท่านยืนหลักที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่งดงาม ที่ประชาชนต้องสนับสนุน ผมคิดว่าความกล้าหาญในการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญ ความกล้าเสี่ยงในบางเรื่องที่ต้องยอมเสี่ยงมากกว่านี้ ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้

Q : การเสนอทางออกให้นายกฯพิจารณา ได้รับการตอบรับอย่างไร
A : คือท่านรับฟัง เราก็ไม่รู้ว่าท่านจะปฏิบัติมั๊ย เมื่อรับฟังแล้ว เราก็ถือว่าท่านได้รับทราบความคิดเห็นของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งไปแล้ว ส่วนการปฏิบัติต้องไปพิจารณาดูว่า ท่านจะยังคงติดอยู่ในกับดักของตัวเองต่อไป หรือท่านจะยอมแหวกด่านกับดักที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด อยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ แล้วการที่เราบอกว่า ถ้าท่านไม่ทำอะไร-ก็ควรลาออกได้แล้ว ไม่ใช่เป็นการขับไล่ท่านนายกฯนะ แต่เราเสนอหลักการไปที่ท่านนายกฯดำเนินการแก้ไข บังคับใช้กฎหมายและแก้ไขวิกฤตการเมืองอย่างเร็วที่สุด ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ทิ้งปัญหาเหมือนเอาปัญหาซุกไว้ใต้พรม รอวันปะทุในวันข้างหน้า ก็เป็นทัศนคติที่ไม่เหมือนกันในเรื่องของวิธีการ

Q : เป็นไปได้หรือไม่ หากนายกฯไม่ตอบรับแนวทางที่พันธมิตรฯเสนอ พันธมิตรฯจะไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย
A : วิธีการ...การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศไทย ไม่ได้แปลว่า รัฐธรรมนูญอย่างเดียว ทั้งกฎหมาย ทั้งมติคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญบางส่วน ทั้งระเบียบบางประการ แต่ผมอยากบอกว่า ถ้าท่านนายกฯไม่ตอบรับ ก็เป็นสิทธิ์ของท่านนายกฯ เพียงแต่ว่าเราก็จะรู้สึกว่า ตัวพันธมิตรฯเองก็จะคัดค้านอย่างแน่นอนในประเด็นที่คัดค้านมาตลอด โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลประโยชน์ของนักการเมืองโดยนักการเมืองกันเอง ผมว่าถ้าหลักการนี้ถูกทำลายไป หลักของประเทศไทยก็จะสิ้นสูญทันที เพราะว่านักการเมืองก็จะแก้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่ากระบวนการตรวจสอบ บทลงโทษ ผมคิดว่ามันเป็นภัยอย่างร้ายแรงเชิงโครงสร้างในอนาคต

Q : เป็นไปได้ว่า ถ้าพันธมิตรฯจะเดินหน้าไปด้วย ต้องแยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป
A : อืมม...มันไม่ใช่ประเด็นอย่างนั้นนะครับ เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศ คำว่า “โรดแม็ป” เราไม่เห็นด้วย...ไม่ใช่นะ เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศ และเราเห็นว่ารัฐบาลมีสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ และเราก็พร้อมจะเข้ามาปฏิรูปประเทศไทย ร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ประชาชนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย ยินดีเลยครับ แต่ขอให้ประโยชน์นั้น ตกอยู่กับคนในประเทศจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ทั้งหมดวนเวียนอยู่กับผลประโยชน์ของนักการเมืองไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่ม อย่างนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

Q : ตั้งข้อสังเกตอย่างไรกับการประกาศแผนโรดแม็ปของนายกฯ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพียง 1 วันมีท่าทีที่จะเข้าไปสลายการชุมนุมแน่
A : ท่านคิดไว้นานแล้ว และรอช่วงเวลาตกผลึกทางความคิด ข้อมูล เมื่อมั่นใจแล้วค่อยประกาศ แต่ผมคิดว่า ฝ่ายการทหารไม่ได้มีการสื่อสารกันในเรื่องเหล่านี้ ว่าท่านคิดแบบนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะ-พอเจาะ อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงใกล้งานฉัตรมงคล ท่านนายกฯก็เลยมีความปรารถนาดีว่า คิดว่าจะสลายได้ ทุกอย่างจบวันมหามงคล น่าจะเป็นอะไรทำนองนี้ มากกว่าการที่จะมองว่ามีอะไรเซอร์ไพรส์หรือว่ามีอะไร ทำให้หลายคนประหลาดใจ...คงไม่ใช่ น่าจะมีการวางแผน จังหวะเวลาคงพอดีกับงานวันฉัตรมงคล

Q : เชื่อเรื่องของสัญญาณพิเศษที่อาจส่งมาหรือไม่

A : ท่านอธิบายอย่างละเอียดมาก ผมไม่ขอนำมาเปิดเผย ท่านนายกฯยืนยันได้ว่า “ไม่มีสัญญาณพิเศษ” แล้วท่านอธิบายเหตุผลด้วยว่า เพราะอะไร เป็นยังไง ที่ไป-ที่มา ยืนยันว่าไม่มีเลย เป็นศูนย์เลย เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็จะวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ ไม่เห็นด้วยได้เต็มที่ เมื่อท่านนายกฯบอกว่าไม่มี ผมก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ สามารถบอกประชาชนได้ว่า...ให้เกิดความสบายใจว่า เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่แน่นอน

Q : มีสื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่า หากคุณอภิสิทธิ์สามารถจัดการปัญหานี้ให้สำเร็จตามแผนโรดแม็ปได้จริง อาจกลายเป็น “รัฐบุรุษ”
A : ก็ถ้าเขาแก้ไขได้จริงๆ ก็ถือว่าเป็นความสามารถที่น่ายินดี ที่เรามีนายกฯที่มีความสามารถ ท่านสามารถคลี่คลายทุกอย่างได้ เพียงแต่ผมคิดว่า กระบวนการนอกประเทศ เราต้องฟังหู-ไว้หู ผมทราบมาจากท่านนายกฯว่า มีกระบวนการที่พยายามแทรกแซงกิจการในประเทศ ซึ่งเราไม่ไว้วางใจ เวลาประเทศต่างชาติเข้ามาแทรกแซง ทุกประเทศก็นึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองนั่นแหละ นึกถึงผลประโยชน์ของชาติตัวเอง เราเป็นห่วงข้อตกลงหรือความคาดหวังของประเทศเหล่านั้นที่มาพยายามกำหนดทิศทางประเทศไทยไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ไม่ว่าจะผ่านขบวนการสถานทูตก็ดี หรือว่าขบวนการสื่อก็ดี หรือผ่านเอ็นจีโอก็ดี อันนี้ผมคิดว่าคนไทยทุกคนต้องระวัง ไม่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในเงื้อมือหรืออิทธิพลของต่างชาติ มันจะเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต

Q : จะให้เวลารัฐบาลหรือท่านนายกฯ ถึงขนาดไหน เพื่อพิสูจน์ว่ามีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจริง

A : เราเสนอไปแล้ว ลองดูก่อนครับ ดูว่าท่านนายกฯทำอะไรไปแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าพยายามทำแล้ว ทำได้แค่ไหน มีอุปสรรคอะไร ทำไม่ได้เราก็ลองดูกันอีกทีนึง หรือไม่ทำเลย ทำแค่ไหน หรือทำบ้าง ผมคิดว่าตรงนี้เราต้องให้ความเป็นธรรม รอเวลาประเมินหลังจากนี้ก่อน

Q : เหมือนเป็นการบีบ-แกมบังคับนายกฯ
A : มันบังคับไม่ได้หรอกครับ เรามีแค่แถลงการณ์เท่านั้นเอง เราไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เราแค่แสดงท่าทีเพื่อกดดันนายกฯไม่ให้ตกหลุมอยู่ในการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ของนักการเมืองด้วยกันเอง ต้องหันมามองภาคประชาชนบ้าง ทุกกลุ่มนะครับ ไม่ใช่เฉพาะพันธมิตรฯ ผมคิดว่านายกฯก็ตอบสนองเรื่องนี้เป็นอย่างดี  

Q : พันธมิตรฯพร้อม ถ้ามีการตั้งโต๊ะเจรจา แล้วนำคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามมานั่งต่อหน้า-พูดคุยกัน
A : เราคุยได้...ถ้าเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ขอให้เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่ประโยชน์ของนักโทษ ประโยชน์ของพรรคการเมือง ประโยชน์ของอดีตนักการเมือง อย่างนี้มันเป็นการดูถูกประชาชนมากเกินไป ถ้าเป็นประโยชน์ของประชาชนเรามาคุยกันเลยว่าจะแก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นอย่างไร เราจะแก้ไขทุจริตเลือกตั้งอย่างไร เป็นตัวตั้ง เราจะแก้ปัญหาความยากจนของคนความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างไร ยินดีเลยครับ

Q : ถ้าในวงเจรจามีการยกเรื่องนิรโทษกรรมขึ้นมาหารือ มีความเป็นไปได้ที่พันธมิตรฯจะล้มโต๊ะเจรจาทันที
A : เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้วครับ เพราะว่าในเจรจา ถ้าเอานักการเมืองมาเจรจา พวกเขาก็ถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงแค่นี้ก็ขาดความชอบธรรมที่จะเจรจาแล้ว คือถ้ารักษาหลักการนี้ไม่ได้ แล้วจะไปรักษาหลักการอื่นได้อย่างไรในอนาคต อีกหน่อยหลักกฎหมายนิติรัฐก็ถูกทำลายทั้งหมด เพียงเพราะว่ามีคนเลือกตั้งเข้ามาทำอะไรก็ได้ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

Q : มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่พันธมิตรฯพยายามเคลื่อนไหวต่อต้านการยุบสภา เพราะพรรคการเมืองใหม่ยังไม่พร้อมสำหรับการลงสนามเลือกตั้ง
A : ไม่เกี่ยวเลย ในการประชุมเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ยืนยันว่าไม่มีการคุยเรื่องพรรคการเมืองแม้แต่น้อย เพราะพันธมิตรฯเอง ผมเรียนตรงๆนะครับว่า ตอนที่มีมติให้ตั้งพรรคการเมือง ผลสำรวจของประชาชนที่เขาสำรวจมา ที่เขาลงคะแนนว่าสมควรมีพรรคการเมือง เขาไม่ได้หวังจำนวน เขาหวังว่าขอให้มีพื้นที่เป็นตัวอย่างทางการเมืองของนักการเมือง ว่าที่มีนักการเมืองที่คิดถึงประโยชน์สาธารณะ ไม่มองประโยชน์ของตัวเอง...เขาเป็นยังไง นี่คือโหวตอันดับที่หนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีความฝักใฝ่ ในเรื่องของความพร้อมว่าจะต้องมีการลงพื้นที่ครบ 400 เขต เป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่นะครับ ต้องเข้าใจเจตนารมณ์ว่า ประชาชนต้องการเพื่อเป็นเพียงแค่ตัวอย่างให้ดูว่า “นักการเมืองในอุดมคติ” มีจริงได้ในประเทศไทย

Q : ในฐานะที่เคยทำงานร่วมกับบิ๊กจิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย) มาก่อน มองบทบาทในช่วงนี้ของบิ๊กจิ๋วอย่างไร

A : ผมเชื่อว่าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ยังคงเป็นบุคคลที่คุณทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ไม่ไว้วางใจ เท่าที่เคยรู้จักกันมา และก็ไม่ได้เจอพล.อ.ชวลิตมาหลายปีมาก เพิ่งจะมีโอกาสเจอครั้งสุดท้ายก็ตอนการเรียนหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงกกต. ในช่วงนั้นก็ได้เจอตอนที่ท่านมาปาฐกถา ทักทายแค่สวัสดีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ทราบความเคลื่อนไหวว่าช่วงหลังท่านไปเคลื่อนไหวอย่างไร แต่ผมก็ดูจากปาฐกถาที่ท่านพูดมาโดยตลอด ดูเหมือนพล.อ.ชวลิตจะมีความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบ...คล้ายๆ อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร (อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเวลาต่อมาได้เป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายซึ่งนำมาซึ่งคำสั่ง 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์) ซึ่งมีแนวคิดในลักษณะของประชาธิปไตยที่แท้จริง...ทำนองนี้ และก็ไม่ใช่กระบวนการแบบทุนสามานย์ ไม่ใช่กระบวนการแบบเผด็จการทางทหาร...ทำนองนี้ เพราะฉะนั้นพล.อ.ชวลิตก็เคยประกาศว่า เป็นโซ่ข้อกลาง เมื่อเป็นไม่ได้ ผมจำคับคล้ายคับคลาว่า ท่านพูดว่า ถ้าเป็นโซ่ข้อกลางไม่ได้-ก็จะเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อไปจัดการปัญหาอีกข้างหนึ่ง เพราะฉะนั้นพล.อ.ชวลิตก็จะถูกระแวง ด้วยท่าทีลักษณะแบบนี้แหละ ระแวงจากทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่พันธมิตรฯ ไม่เว้นแม้แต่ในพรรคเพื่อไทยกันเอง ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ บทบาทพล.อ.ชวลิตอ่านยากครับ คงจะสรุปไม่ได้ว่าพล.อ.ชวลิตคิดอย่างไร เพราะไม่ได้เจอมาหลายปีแล้ว

Q : ที่คุณทักษิณไม่ไว้ใจ เพราะบทบาทของบิ๊กจิ๋วที่ยังคลุมเคลือ
A : ในสมัยที่ผมรู้จักพล.อ.ชวลิต ทำงานร่วมกัน ดูจากตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ที่คุณทักษิณเคยมอบหมายให้ มันสะท้อนชัดเจนว่า ไม่มีความไว้วางใจ ผมก็เลยเชื่อว่ามันเป็นทัศนคติที่แม้กระทั่งวันนี้ ก็ยังมีข่าวว่าคนที่เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยในอนาคตก็คือ “จาตุรนต์ ฉายแสง”(อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย) ไม่ใช่พล.อ.ชวลิต มันก็สะท้อนถึงวิธีคิดอะไรบางอย่างพอสมควร

Q : การเคลื่อนไหวของบิ๊กจิ๋ว มีผลกระทบต่อฝ่ายตรงข้ามมาก-น้อยเพียงใด
A : ไม่ทราบสิครับ ผมไม่มีความเข้าใจในโครงสร้างของพวกเขาเท่าไหร่ ต้องถามคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยมากกว่า
……………………..


 

คอมเมนต์คอมเมนต์  

 
#12 Guest 2010-05-14 01:34
ปากหนึ่ง จะสู้เพื่อพี่น้ อง ปากสอง สั่งลูกเมียหนี
ปากหนึ่ง จงรักภักดี ปากสอง ย่ำยีองค์ราชัน
ปากหนึ่ง รักถิ่นบ้านเกิด ปากสอง ระเบิดเมืองสารข ัณฑ์
ปากหนึ่ง คร่ำเคร่งในธรรม ์ ปากสอง อภิวันท์จานบิน
ปากหนึ่ง รวยด้วยลำแข้ง ปากสอง โจ่งแจ้งกังฉิน
ปากหนึ่ง ถูกป้ายมลทิน ปากสอง พลิกลิ้นบิดเบือ
ปากหนึ่ง ไปไหนก็ได้ ปากสอง เขาไล่เข้าเถื่อ
ปากหนึ่ง คนรักไม่เลือน ปากสอง แช่งเกลื่อนตายว ันฯ

“เสียใจคือ กลุ่มนปช.เรียกร้องประชาธ ิปไตย ให้ตัวเค้าได้รั บสิทธิ เรียกร้องให้คนอ ื่นฟังเค้าบ้าง ซึ่งทุกคนเห็นว่ า เค้าได้รับสิทธิ นั้นแล้ว แต่คนอื่น ก็เป็นประชาชนคน ไทยเหมือนกัน คุณกลับไม่ให้สิ ทธิเค้าที่จะพูด คุณบอกจะมาเยี่ย มเยียน คิดว่าจะเอากระเ ช้าดอกไม้มาให้ห รือ เพราะคุณถึงกับใ ช้คำ ‘หายนะ’ เลย ถ้าตัวคุณเองไม่ มีประชาธิปไตย แล้วคุณจะเรียกร ้องประชาธ ิปไตยได้อย่างไร มันย้อนกลับไปที ่ตัวเค้าเอง”นพ.ตุลย์ระบุ
 
 
#11 มองจากนอก 2010-05-10 10:00
ผู้ตอบคําถามอ่า นแล้วคิดว่าปัญญ าเฉลียวฉลาด ขอสนับสนุนคนดี ซึ่งในโลกปัจจุบ ันมีเพียงน้อยนิ
 
 
#10 เราเอง 2010-05-08 21:27
คนคิดมาก
 
 
#9 Guest 2010-05-08 19:02
แล้วถ้าคิดต่างก ันอยู๋ร่วมกันยั งไง

พี่น้องสายเลือด เดียวกันก็ยังคิ ดต่างกัน นับประสาอะไรกับ คนอื่น แต่ก็ต้องปรับตั วและอยู่ร่วมกัน ได้ เรื่องโกงไม่ต้อ งพูดแล้วล่ะ ว่าใครโกง โกงยังไง รู้ๆกันหมดแล้ว และเราจะเอาพวกน ี้มาครองบ้านครอ งเมืองอีกเหรอ

และถ้า นักการเมืองเลว+ โจร+นักเลงอันธพ าล ได้ครองบ้านครอง เมือง คนดีๆ เขาจะอยู่กันยัง ไง อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากอยู่กันแบบน ี้หรือ

เหมือนที่ถามมาน ั่นแหละ ว่าคิดต่างกันอย ู่ร่วมกันยังไง เป็นคำถามที่คุณ ต้องไปหา
 
 
#8 Guest 2010-05-08 18:14
คนดีของพี่กับคน ดีของผมมันเหมือ นกันหรือเปล่าน้ อ คนเลวของพี่กับค นเลวของผมมันเหม ือนกันหรือเปล่า น้ อ คนที่โกงกินของพ ี่กับของผมคงเหม ือนๆกัน แต่ไม่เหมือนกัน ทั้งหมดมั้ง ส่วนเจ้าของพี่ก ับเจ้าของผม และ บ้านเมืองของพี่ บ้านเมืองของผม น่าจะเหมือนกัน แล้วถ้าคิดต่างก ันอยู๋ร่วมกันยั งไง
 
 
#7 Guest 2010-05-08 17:41
ไม่ต้องแบ่งสี แต่คนที่ติดตามก ารเมืองมาตลอดหล ายปีนี่ แบ่งคนดี กับคนเลว ได้หรือไม่ แยกแยะได้มั๊ยคน ไหนทำให้บ้านเมื อง สู้กับโกงกิน สู้กับพวกล้มเจ้ า และถ้าแพ้พวกคนเ ลวบ้านเมืองจะเป ็นยังไง คิดแค่นี้คิดเป็ นไหม
 
 
#6 แหลม 2010-05-08 14:56
ยุบสภาก็แค่ไฟให ม้ฟาง เสียเงิน เสียเวลา ได้คนหน้าเดิม

ลาออกหรือจะไห้ไ ล่ออก จะดีกว่า คนเก่งมีอีกเยอะ ไม่แค่ อภิสิทธิ์คนเดีย
 
 
#5 ดด 2010-05-08 14:24
แล้วไอ้ประชาชนท ี่เสนอตัวมายุยง ให้เค้าฆ่านี่จะ ทำยังไง
 
 
#4 เหลือเชื่อ 2010-05-08 14:22
ไม่รู้ว่า คนกลุ่มนี้ พันธมิตรเหลืองแ ละหลากสี เพราะระยะหลัง หมดน้ำยาไป วันนี้ หาโอกาสออกมาได้ ด้วยจังหวะพอเหม าะพอเจาะ เพราะรัฐบาลกำลั งตัน หาทางออกไม่ได้ จะเรียกว่า เชิญ กลุ่มนี้ มันออกมาในสถานก ารณ์ฉุกเฉินเย้ย กฎหมายเล่นทั้งท ี่ประกาศภาวะฉุก เฉิน ชุมนุมใหญ่ทางกา รเมืองไม่ได้ แต่ได้ อภิสิทธิ์ ให้ออกมา เพื่อเผชิญหน้าก ับเสื้อแดง แทนรัฐบาล ไปพลางๆก่อน เพราะรัฐบาล คิดไม่ออก นี่แหละ ประเทศไทย ผมทำผมผิด คุณทำพวกคุณไม่ผ ิด !!!!
 
 
#3 Viking 2010-05-08 11:19
แล้วคนที่สั่งฆ่ าประชาชนล่ะ เรียกว่าอะไร

กูล่ะเบื่อ
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช