ในที่สุดคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ปรากฏผลออกมาว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง...สั่งให้ยึดเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยมี “เงินทอน” คืนให้เป็นตัวเลขกลมๆ ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
ซึ่งตามกฎหมายนั้น “เปิดช่อง” ให้ “ผู้ถูกกล่าวหา” ได้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ต้องเป็นกรณีที่มีหลักฐานใหม่เท่านั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด ถึง “อารมณ์ความรู้สึก” ต่อคำพิพากษาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ผู้ที่จะถอดรหัสได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้น “ทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ” และหนึ่งในนั้น ต้องเป็นชายที่ชื่อ “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” เท่่านั้น เพราะ “เขา” เป็นหนึ่งในทีมทนายความที่มีบทบาทอย่างสูง และว่ากันว่า “ทักษิณ” ให้ความเชื่อถือ เพราะ “เขา” เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย และ "เขา" ยืนยัน...งานนี้ยื่นอุทธรณ์แน่นอน แต่จะเป็นประเด็นอะไร-เรื่องอะไรนั้น...ขออุบไต๋ไว้ก่อน แต่งานนี้ มีการยกทฎษฎี Elliot Wave ขึ้นมาเป็นหนังตัวอย่าง ที่สำคัญ...“เขา” กล้าแย้มให้ “ไทยอินไซเดอร์” ฟังชัดๆ แต่แตะไม่ถึง...ว่า “เงินทอน” จำนวน 3 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น “อาจไม่ได้คืน” แถมทำไปทำมา...อาจไม่เหลืออะไรเลย อะไรทำให้ “เขา” ถึงคิดเช่นนี้...
ที่นีมีคำตอบ!!! Q : กรณีอัยการจะขอให้ศาลสั่งบังคับคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อยึดเงิน 4.6 หมื่นล้านบาททันที โดยไม่รอให้ทีมทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อศาล เพราะเชื่อว่าทีมทนายความ ไม่น่าจะมีหลักฐานใหม่ในการยื่นอุทธรณ์ A : คือเรื่องการอุทธรณ์โดยหลักกฎหมายทั่วไป ถือว่าไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดี แต่เมื่ออุทธรณ์ไปแล้ว ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด กรณีที่จะทำได้อาจจะต้องใช้หลักกฎหมายทั่วไป คือยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี หมายถึงว่า ฝ่ายที่จะได้รับเงิน ก็ยังบังคับอะไรไม่ได้ ถ้าศาลอนุญาตให้มีการทุเลาการบังคับคดี นั่นคือหลักการ “ทีนี้ประเด็นเรื่องมีหลักฐานใหม่หรือไม่...มีแน่นอน แต่จะเป็นประเด็นตรงไหนนั่นก็เป็นเรื่องของทีมทนาย เพราะว่ายังคงไม่สามารถที่จะให้รายละเอียดได้ว่าจะมีประเด็นไหนบ้าง ที่จะเป็นพยานหลักฐานใหม่ แล้วก็เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ อันนี้ก็คงไม่มีปัญหา”Q : ประเด็นเกี่ยวกับที่มาและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ที่ไม่ชอบ ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่จะนำมาพิจารณาด้วย A : ก็บางส่วนก็เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งข้อกฎหมายก็คงไม่ใช่เป็นพยานหลักฐานใหม่อะไร แต่มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่จะเป็นพยานหลักฐานใหม่เข้าไป เพื่อที่จะทำให้ผลของคดีมันเปลี่ยนแปลงได้ นั่นก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์กันไปว่า ศาลไปรองรับอำนาจคณะปฏิรูป ศาลไปรับรองอำนาจเผด็จการ ซึ่งแนวคิดตรงนี้ เดี๋ยวนี้ก็มีศาลหลายท่านที่เปลี่ยนแนวคิด อย่างเช่นท่านกีรติ (กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาที่เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของคณะรัฐประหาร) ซึ่งเป็นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาเหมือนกัน ในคดีของคุณยงยุทธ (ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร) แล้วท่านเป็น 1 ต่อ 8 เสียงที่บอกว่า ท่านไม่สามารถรับรองอำนาจของการรัฐประหาร เพราะว่ามันผิดประเพณีการปกครอง ผู้พิพากษาต้องยืนข้างประชาชน ข้างประชาธิปไตย ไอ้ตรงนั้นเมื่อมีการรัฐประหาร มีการออกกฎหมายมาตั้งคณะอะไรก็ตาม ท่านมีความเห็นว่ามันไม่ชอบ มันฝืนต่อประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข Q : ทีมทนายมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเป็น 1 ในเรื่องที่จะมีการยื่นอุทธรณ์ด้วย A : อันนี้ก็คงเตรียมอยู่หลายประเด็นในเรื่องพยานหลักฐานใหม่ Q : ที่ศาลมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ 5 ประเด็นที่อ้างว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ทีมทนายความมีพยานหลักฐานใหม่นอกเหนือจากคำพิพากษามาต่อสู้ A : มันต้องเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฎอยู่ในสำนวนคดี แล้วก็เป็นพยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่จะไปหักล้าง หรือจะเป็นข้อกฎหมายที่สำคัญหักล้างในเรื่องที่ศาลบอกว่า นี่เป็นข้อกฎหมายอย่างนี้ แต่ว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนอันใหม่ว่า อันนั้นเป็นคนละหลักกฎหมาย อันนี้เป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาว่าตรงนี้เป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนว่าพยานหลักฐานใหม่ต้องเป็นพยานหลักฐานเฉพาะข้อเท็จจริง แต่ถ้าเป็นข้อกฎหมายขึ้นมา เช่นทฤษฎีต่างๆ อย่างคำว่า ทฎษฎี Elliot Wave (เป็นทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Ralph Nelson Elliot และได้ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับการวิเคราะห์ราคาหลักทรัพย์ โดยทฤษฎีของนาย Elliot กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ฯที่บางครั้งดูไร้ทิศทางนั้น ไม่ได้เป็นเคลื่อนไหวแบบสุ่ม แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีแบบแผนซ้ำไปซ้ำมา และสะท้อนถึงการกระทำและความรู้สึกของมนุษย์ที่มีอิทธิพลมาจากปัจจัยภายนอก หรือจิตวิทยาหมู่ ซึ่งจะปรากฏเป็นรูปแบบของ ‘คลื่น’ ในกราฟราคา) ซึ่งสากลทั่วโลกเขายอมรับว่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มันมีขึ้น-ลง เป็นwave เป็นคลื่น เป็นสากลทั่วไป การขึ้น-ลงนั้นไม่ถือว่าเป็นที่ใครจะมากำหนดได้ เพราะมันเป็นกลไกตลาดที่จะขึ้น-ลง แต่กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯบอกว่า นายกฯทักษิณออก 5 มาตรการ แล้วเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป แต่ก็ไม่ได้มีความชัดเจนว่าทำไมตลาดหุ้นถึงขึ้น-ลงได้ เพราะขณะที่มีการออกมาตรการอะไรต่างๆ หุ้นมันก็ขึ้น-ลงไปตามปกติ เป็นไปตามทฤษฎี ซึ่งสิ่งนี้ถ้าฝ่ายทีมทนายจะนำมาเป็นพยานหลักฐานใหม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่า จะพิจารณาว่าอันนี้มันเป็นหลักการ เป็นทฤษฎี เป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่า หรือเป็นข้อกฎหมายที่จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานใหม่ได้หรือไม่ ก็คงจะทำงานเต็มที่ทีมทนายทำงานเต็มที่
เสียงสัมภาษณ์
JavaScript is disabled! To display this content, you need a JavaScript capable browser.
Adobe Flash Player not installed or older than 9.0.115!
Q : ทีมทนายจะใช้ทฤษฎีนี้ เป็น 1 ในพยานหลักฐานใหม่ที่จะยื่นอุทธรณ์ A : เปล่า...นี่ผมเพียงยกตัวอย่าง ผมไม่สามารถที่จะบอกรายละเอียดได้ เพราะว่าออกไปตอนนี้เดี๋ยวกลายเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม Q : จะมีกรณีการยกตัวอย่างการขึ้น-ลงของหุ้นบางบริษัทในช่วงนั้นมาเปรียบเทียบ อาทิ ปตท. ชิโน-ไทย แบงก์กรุงเทพ A : ส่วนนี้ก็อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฎอยู่ในศาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะถือว่าเป็นหลักฐานใหม่หรือไม่ ก็คงจะต้องเป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณา แต่ทีมทนายอาจจะต้องหาพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ถึงจะนำเข้าไป Q : การอ้างคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าการออกพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกา A : คือเคยมีบรรทัดฐานอยู่แล้ว ว่ากรณีอย่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยแล้ว อย่างเช่นกรณีซุกหุ้น หรือโอนหุ้นให้ลูก โอนหุ้นให้คนรับใช้ เป็นตัวแทนหรือไม่ อะไรอย่างนี้มีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอยู่แล้ว หรือซุกหุ้นภาค 2 ที่คุณเจิมศักดิ์ (ปิ่นทอง อดีตส.ว.กทม.) ก็ดี คุณสัก กอแสงเรือง (อดีตคตส.) ก็ดี คุณแก้วสรร (อติโพธิ อดีตคตส.) ก็ดี ขณะเป็นส.ว.เนี่ย ท่านได้ยื่นเรื่องถอดถอนนายกฯทักษิณต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ยกคำร้องไป สิ่งเหล่านี้ก็เป็นประเด้นอันนึงที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร เมื่อมีผลผูกพันทุกองค์กรแต่ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ก็ต้องไปดูว่าในสำนวนมีอยู่หรือยัง ถ้ายังไม่มีก็อ้างเป็นพยานหลักฐานใหม่อีกอันหนึ่ง ก็น่าจะเป็นได้ “บางอย่าง...ก็มีในสำนวนหมด แต่ว่าศาลไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกล่าวหา ศาลก็จะหยิบยกแต่ประเด็นที่ศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานที่จะโยงไปสู่การวินิจฉัยว่านายกฯทักษิณหรือผู้ถูกกล่าวหาไปเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป ก็เป็นอำนาจศาลซึ่งศาลจะหยิบยกแบบไหนก็เป็นเรื่องของอำนาจที่ท่านจะหยิบยก” Q : ในทางข้อกฎหมาย หากประเด็นใดที่อยู่ในสำนวนแต่ศาลไม่ได้หยิบยกขึ้นมาประกอบคำตัดสิน ถ้าทีมทนายจะนำประเด็นเหล่านั้นมาใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานใหม่ ได้หรือไม่ A : จริงๆแล้วโดยหลักทั่วไป ศาลก็อาจจะมองว่าเป็นพยานหลักฐานที่ไม่สำคัญหรือไม่สามารถหักล้างพยานในส่วนที่ศาลหยิบยกขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย เพราะฉะนั้นจะถือว่าเป็นหลักฐานใหม่หรือไม่ มันก็ยังไม่มีอะไรชี้ชัดว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ แต่มันปรากฎอยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ถ้าจะถือว่าใหม่เพราะศาลยังไม่ได้นำมาวินิจฉัย ก็อาจจะมองได้มุมหนึ่ง แต่ถ้าจะมองว่ามันมีอยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ศาลไม่หยิบยกมาวินิจฉัยเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลก็ถือว่าไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มันยังไม่มีบรรทัดฐานQ : ทางทีมทนายความ เท่าที่ดูคำวินิจฉัยของศาล สามารถหาข้อกฎหมายมาต่อสู้ทางคดีได้มากน้อยเพียงใด A : คือ...คิดว่ามีเรื่องที่จะต้องเสนอศาลเยอะเลย ในส่วนที่ศาลไม่เคยวินิจฉัยไปถึง แล้วก็ในส่วนที่เป็นพยานหลักฐานที่เราคิดว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ มีจำนวนเยอะ จำนวนมากที่จะต้องยื่นเป็นประเด็นๆไป ส่วนศาลจะพิจารณาอย่างไรก็เป็นอำนาจดุลยพินิจของท่าน ก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม
เสียงสัมภาษณ์
JavaScript is disabled! To display this content, you need a JavaScript capable browser.
Adobe Flash Player not installed or older than 9.0.115!
Q : พอจะยกตัวอย่างเรื่องที่ศาลยังตัดสินไม่เคลียร์ที่ทีมทนายจะนำมาต่อสู้ได้หรือไม่ A : (หัวเราะ) เอาไว้ให้ยื่นก่อนดีมั๊ย เดี๋ยวมันหลุด มันอะไรไป มันจะไม่ดี Q : มีบางฝ่ายออกมาบอกว่า ศาลตัดสินได้ชัดเจนในทุกประเด็นแล้ว A : อย่างที่ได้เรียนว่า ศาลได้หยิบยกเอาส่วนที่เห็นว่าเกี่ยวโยงไปถึงประเด็นที่ท่านจะวินิจฉัย แต่ประเด็นที่สำคัญๆ หลายเรื่อง ท่านก็ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาที่จะวินิจฉัยให้เป็นคุณกับฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา มันก็มีหลายเรื่องที่มีพยานหลักฐานชัดอยู่ในสำนวนอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ได้หยิบยกขึ้นมา อันนี้ก็เลยเป็นเรื่องที่อาจจะมีคนมองว่าศาลวินิจฉัยละเอียดละออ แล้วก็สมเหตุสมผลอยู่แล้วทำนองนั้น ก็ต้องรอดูเพราะว่าการยื่นอุทธรณ์...หลังจากยื่นอุทธรณ์แล้วประเด็นต่างๆคงสู่สาธารณะได้ Q : การล่ารายชื่อถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษา จะกระทบต่อการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ A : ไม่เกี่ยวเลย เป็นเรื่องของกระบวนการที่ประชาชนเขาอาจจะใช้สิทธิ์ของเขา เมื่อเห็นว่ากระบวนการอะไรที่มันไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ก็ว่าไป ในส่วนของทีมทนายก็คงทำในกรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจ ให้สิทธิ์ไว้ตามรัฐธรรมนูญให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ มีพยานหลักฐานใหม่ก็ยื่น เพื่อให้พิจารณา ไม่มีผลกระทบอะไร Q : หากมีการโจมตีกระบวนการยุติธรรม เมื่อทีมทนายความยื่นพยานหลักฐานใหม่เข้าไปแล้วจะมั่นใจในความยุติธรรมที่จะได้รับ A : ก็...มันกรอบวิถีทางที่กฎหมายให้สิทธิเรา ที่จะยื่น เราก็ต้องยื่น ส่วนจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ก็สุดแต่ว่ากระบวนการ ซึ่งขณะนี้ก็ต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่า ประชาชนเขาหวาดระแวงในตัวองค์กรอยู่พอสมควร เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมามันมี “2 มาตรฐาน” มี “หลายมาตรฐาน” บางทีก็บอกว่า “ไม่มีมาตรฐาน” อันนี้ก็ต้องยอมรับ แต่เราก็หวังว่าการยื่นไปจะมีองค์คณะผู้พิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่ ไม่ใช่ 9 ท่านนี้แค่นั้นเอง ก็จะมีเป็นจำนวนหลายๆสิบท่านที่จะพิจารณาด้วย อันนี้ก็หวังว่า...ก็คงต้องเรียกร้องความยุติธรรมจนถึงที่สุด Q : ทีมทนายสามารถร้องขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาบางคนในที่ประชุมใหญ่ได้ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม A : ได้...มีกระบวนการที่สามารถคัดค้านได้ถ้าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้ที่รู้เห็นข้อเท็จจริง หรือว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับคดีโดยตรง อันนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่จะสิทธิ์หรือไม่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทีมทนายต้องพิจารณาต่อไป Q : ความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานในการยื่นอุทธรณ์ มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน A : ก็ประชุมกันทุกวัน คิดว่าน่าจะทันยื่นอุทธรณ์ Q : กรณีการเตรียมเรียกเก็บภาษี 1.2 หมื่นล้านจาก โอ๊ค-เอม (พานทองแท้-พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ) ทีมทนายจะต่อสู้เรื่องนี้อย่างไร A : ก็สู้ไปตามหลักกฎหมาย เพราะว่าทางหนึ่งก็วินิจฉัยว่า หุ้นไม่ใช่ของลูก เป็นของพ่อ แต่ว่าอีกทางก็จะมาเก็บภาษีลูก อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่ต้องว่ากันไป ก็สู้กันไป ก็แก้ไขไปตามข้อเท็จจริง ก็คงจะไม่ไปบิดเบือนอะไรในข้อกฎหมายหรอก “ก็สู้ตรงไปตรงตรงมา การเก็บภาษีต้องเก็บจากผู้มีเงินได้ แต่ว่ากรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า นายกฯทักษิณเป็นเจ้าของ ข้อเท็จจริงของคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไปแล้วจะผูกพันกับข้อเท็จจริงใหม่ที่จะมีการต่อสู้คดีกันใหม่หรือไม่ ก็ยังเป็นประเด็นปัญหาข้อกฎหมายอยู่ แต่เท่าที่ตรวจสอบ ตรวจค้นแล้ว มันไม่ผูกพัน อย่างเช่นกรณีที่มีหลายฝ่ายออกมาบอกว่า นายกฯทักษิณจะต้องถูกดำเนินคดีอีกหลายข้อกล่าวหา เพราะศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าการกระทำของท่าน 1-2-3-4-5 เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอร์ป เพราะฉะนั้นเมื่อเอื้อประโยชน์ ก็ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือทำผิดต่อหน้าที่ตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีหลายฝ่ายก็พูดมาอย่างนี้ ก็เท่าที่ตรวจสอบแล้ว ข้อเท็จจริงนักกฎหมายบางส่วนก็บอกว่าศาลในคดีอาญาจะต้องฟังข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ถือว่าเสร็จเด็ดขาด แต่บางส่วนเท่าที่ผมตรวจค้น ก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันไป ข้อเท็จจริงก็ต้องสืบกันไปใหม่ ว่าจริงหรือเปล่า ใช่มั๊ย ท่านเอื้อประโยชน์จริงมั๊ย อย่างกรณีออกแก้ไขพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต กรณีนั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องของการเอื้อประโยชน์ แต่ถ้าสู้กันในศาลใหม่ ถ้าไปดำเนินคดีอาญาท่าน สู้กัน เราก็สิทธิ์ที่จะสืบข้อเท็จจริงว่ามันเกิดจากอะไร มันมีความคิดเป็นอย่างไร เอื้อประโยชน์แก้ไขให้ระบบโทรคมนาคมของประเทศไทยเปิดเสรี เพื่อให้บริษัทอื่นๆได้เข้ามาเป็นคู่แข่งขันได้ ไม่ใช่ผูกขาดเฉพาะ 2-3 บริษัทที่แปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ถามอยู่เหมือนกันว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้เนี่ยที่ศาลฎีกาวินิจฉัย มันจะผูกพันไปสู่คดีอื่นๆหรือไม่ อันนี้ก็สรุปแล้วเท่าที่ตรวจสอบ มันไม่ได้ผูกพันอะไร ก็ถ้าจะมาแจ้งดำเนินคดีกับนายกฯทักษิณแต่ละประเด็นๆ ก็สู้กันไปแต่ละประเด็น ”
เสียงสัมภาษณ์
JavaScript is disabled! To display this content, you need a JavaScript capable browser.
Adobe Flash Player not installed or older than 9.0.115!
Q : คำวินิจฉัยของศาล เป็นการเปิดช่องให้หน่วยงานอื่นสามารถเอาผิดกับพ.ต.ท.ทักษิณต่อได้ A : หลายฝ่ายก็มองอย่างนั้น นอกจากจะเป็นการชี้ช่องแล้ว ยังเป็นการที่จะนำไปสู่การที่จะยึดทรัพย์ที่เหลืออีก 3.02 หมื่นล้าน ที่ศาลบอกว่า "ไม่ตกเป็นของแผ่นดิน" ก็มาส่วนนี้อีกที่จะฟ้องแพ่งโดยรัฐบาลเอง โดยเฉพาะมติครม. (คณะรัฐมนตรี) เอง โดยคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) เอง ก็พูดออกมาชัดเจนว่า จะต้องนำเรื่องเหล่านี้มาดำเนินการกับนายกฯทักษิณต่อ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเลย มันเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เขาจะพิจารณาเองว่าเสียหายอย่างไร แต่อันนี้เข้าไปแทรกแซงเขาตลอด โดยหวังที่จะทำลายล้างคนเพียงคนเดียว แต่ระบบกฎหมายมันพังกันทั้งประเทศ ระบบยุติธรรมมันพังทั้งประเทศ
เสียงสัมภาษณ์
JavaScript is disabled! To display this content, you need a JavaScript capable browser.
Adobe Flash Player not installed or older than 9.0.115!
Q : คดีแพ่งในศาลฎีกาถือว่าจบแล้ว แต่ยังมีคดีแพ่งจากหน่วยงานอื่นที่จะตามมา A : คดีแพ่งที่ถูกกล่าวหา ในส่วนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มันจบแล้ว เพราะว่าเขาได้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน และคืนให้ 3 หมื่นล้าน แต่คดีแพ่งที่จะเกิดจากที่มีคนเขากล่าวหา ผมไม่ได้พูดนะว่า กำลังระแวงว่าศาลฎีกากำลังวางคำวินิจฉัยนั้น เพื่อให้หน่วยงานต่างๆมาดำเนินคดี แล้วฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย พร้อมกับอายัดเงิน 3 หมื่นล้าน นายกฯทักษิณไม่ได้คืน แล้วไม่ใช่ไม่ได้คืนอย่างเดียว ความเสียหายต่างๆที่พูดมันเกินกว่า 3 หมื่นล้านอีก ก็เท่ากับว่าท่านไม่ได้เหลืออะไร ตามที่มีคนเขาครหากันอย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องสู้ตามข้อเท็จจริง
เสียงสัมภาษณ์
JavaScript is disabled! To display this content, you need a JavaScript capable browser.
Adobe Flash Player not installed or older than 9.0.115!
Q : หากมีการฟ้องร้องจริงจากหน่วยงานอื่นตามมา ทั้งที่ยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา เท่ากับว่าเป็นการรับศึกหลายด้าน A : ก็ต้องดูว่าเขามาทางไหนบ้าง (หัวเราะ) เราก็สู้ทั้งนั้น เพราะเราถือว่าเราบริสุทธิ์และคดีเหล่านี้เป็นคดีการเมือง ก็ทุกคนก็รู้เป็นเรื่องการเมือง เงินก็พิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นเงิน เป็นหุ้นที่เขามีอยู่ก่อน อันนี้ก็เป็นความชัดเจนที่พี่น้องประชาชนและสังคมรู้อยู่แล้ว มีอยู่ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง .................................