ข่าวร้อน!
วันจันทร์ที่ 01 มีนาคม 2010 เวลา 10:28 น.    พิมพ์ อีเมล
เลิกเต้นรำกันที่ขอบเหว สงครามย่อมมีวันเลิกรา แนะวิธี'กระสวยการทูต' พูดคุยเพื่อลด'แตกแยก'

ผ่านไปแล้วกับคำพิพากษายึดทรัพย์ส่วนหนึ่ง-คืนส่วนหนึ่ง ของ “ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัว” ที่ผลลัพธ์ออกมาแล้ว ทำให้ “หลายฝ่าย” พึงพอใจ

เห็นได้จาก “เอแบคโพลล์” ที่ระบุชัดว่า ร้อยละ 56.7 เห็นว่า ทักษิณควรยอมรับผลการพิพากษา เพราะการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือว่ายุติธรรมแล้ว มีความชัดเจนทุกกรณี ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง จึงไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายต่อไปอีก

แม้ว่า...ในทันทีทันใดที่รับรู้คำพิพากษา “ทักษิณ” จะออกอาการ “ปากไว” ออกมาตำหนิผลการตัดสินไปในทางเสียๆ หายๆ

นับจากนี้...“อนาคตประเทศไทย” จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ไม่มีใครคาดเดาได้ มีแต่ภาวนาให้ “ทุกฝ่าย” ยอมรับคำตัดสิน และเดินหน้าเพื่อทำให้ “ประเทศ” หลุดพ้นจาก “หลุมดำ” ที่หมกมุ่นมา 5-6 ปี

“ไทยอินไซเดอร์” ขอนำเสนอ “แนวคิดที่น่าสนใจ” ของ รองศาสตราจารย์ ดร.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อปี 2540-2544 และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2549 ปัจจุบันมีตำแหน่งหลากหลายคือ ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

ซึ่งครั้งนี้ “เขา” เสนอวิธี “กระสวยการทูต” เพื่อเป็นทางออกให้กับสังคมไทย

แม้ว่าครั้งหนึ่ง “เขา” เคยถูก "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรฯ ตำหนิมาแล้วว่า "โง่" หลังเสนอว่าบ้านเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ควรหันมาเจรจา-พูดคุยอย่างสันติ

แต่เพราะ “เขา” เชื่อว่า “ไม่เคยมีการทำสงคราม(ครั้งใด)ที่ไม่เลิก สงครามถึงวันหนึ่งมันก็ต้องเลิก เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าขณะนี้ความขัดแย้ง จะต้องไปในชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกาลนานเทอญ...ไม่ใช่ ก็ต้องเลิกสักวันหนึ่ง”

เชิญติดตาม...จะเห็นด้วยหรือไม่ อยู่ที่ “คุณ”

Q : หลังมีคำตัดสินคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีการประโคมข่าวว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจารย์มองสถานการณ์นี้แล้ว สังคมควรจะเดินไปในทิศทางใด

A : ผมอยากจะเสนอว่า สังคมควรยอมรับว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเชิง “ระบบคิด” และในเชิง “ระบบการเมือง” คือถ้ามันเป็นอย่างนี้เรื่อยๆไป สมมติระบบเลือกตั้งก็มีคนยอมรับบ้าง-ไม่ยอมรับบ้าง ระบบพรรคการเมืองมีคนยอมรับบ้าง-ไม่ยอมรับบ้าง ถ้าฝ่ายไหนได้เปรียบชนะจัดตั้งรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งออกมาคัดค้านว่าไม่ชอบธรรม ก็จะสลับกันไปอย่างนี้ มันก็ต่อเนื่องยืดเยื้อมาเป็นเวลา 4 ปี แล้วถ้าจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไป อีกกี่ปี ก็ไม่ทราบ ก็คงจะขัดแย้งกันอย่างนี้ ทุกคนก็อธิบายได้หมดด้วยเหตุผลของตัวเอง สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาในระบบ “ฐานราก” ระดับความคิดที่ได้มาโดยการใช้ปัญญา ใช้ไหวพริบ ใช้กลยุทธ์ ปรารถนาจะชิงความได้เปรียบ ปรารถนาจะนำเสนอเฉพาะแง่มุมของตัวเองต่อสังคมไปเรื่อยๆ มันรังแต่จะหล่อเลี้ยงวิกฤตและไม่ยอมใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง ก็อยากจะเสนอสังคมให้ว่า เราน่าจะมาคิดจริงจังในเรื่องการเปลี่ยนแปลง การแสวงหาจุดรวมทางความคิด การแสวงหาหลักการที่สำคัญๆ ซึ่งเราเห็นพ้องต้องกัน แล้วใช้หลักคิดหลักการเหล่านี้สำหรับเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างระบบสังคมการเมืองที่ได้รับการเห็นพ้องต้องกันพอสมควร เป็นกติกาที่สามารถใช้โดยไม่ต้องปฏิเสธ หรือใช้การกดดัน หรือใช้การไม่ยอมรับกันเรื่อยๆมาอย่างที่เห็น จะเปลี่ยนจากจุดนี้ไปเสียที มันก็เป็นสังคมการเมืองที่มีเสถียรภาพ ความมั่นคง และสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ดีขึ้น

Q : ส่วนตัวมองเช่นเดียวกับรัฐบาลหรือไม่ว่า จะมีการก่อความไม่สงบเกิดขึ้น
A : คือผมก็ไม่รู้...ถ้ามองในแง่ดี ก็บอกว่ารัฐบาลตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แต่ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือรัฐบาลเองนั่นแหละ เหมือนกับเต้นรำไปกับฝ่ายที่ค้านตัวเอง ก็เหมือนกับเป็นคู่เต้นรำ เต้นไปตามเพลงเดียวกัน ก็มองได้ 2 อย่าง รัฐบาลก็ไปเสริมจิตวิทยาสังคมที่บอกว่าจะต้องวุ่นวาย รุนแรง รัฐบาลโดยไม่รู้ตัวอาจจะไปเสริมก็ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับอีกฝ่ายหนึ่งที่กำลังเล่นดนตรี หรือร้องรำทำเพลงไปในจังหวะเดียวกัน มันก็ดึงสังคมไปในทางหนึ่ง ซึ่งผมก็อยากจะขอให้ตั้งสติ และบอกว่าเราไม่เอาน่า ตรงนี้มันเสี่ยงเหลือเกิน มันเต้นรำอยู่ที่ขอบเหวนะ เขยิบออกมาหน่อยได้มั๊ย แล้วมาพูดคุยกัน

Q : รัฐบาลเหมือนออกมาเตือนสังคมให้รับมือในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น
A : ก็เข้าใจ...แต่ว่า..นี่ไงมันก็เป็นความคิดแบบหนึ่ง ก็เข้าใจว่ารัฐบาลตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เข้าใจ แต่มองได้ 2 มุมไง

Q : พ.ต.ท.ทักษิณเคยเสนอให้มีการพูดคุยกัน โดยให้คนที่มีอำนาจสูงสุดของอีกฝ่ายมาเจรจา อาจารย์คิดว่าจนถึงเวลานี้ยังสามารถคุยกันได้หรือไม่
A : ได้...คือคุยกันได้ทุกเมื่อแหล่ะครับ เพียงแต่ว่า “ฝ่ายได้เปรียบ” ก็ไม่ค่อยปรารถนาจะคุย “ฝ่ายเสียเปรียบ” ก็อาจจะอยากคุยก็ได้ หรือไม่สำคัญผิดว่าตัวเองได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ก็อาจจะกำหนดท่าทีว่าจะคุยหรือไม่คุย ซึ่งการคุยไม่จำเป็นจะต้องคุยในระดับสูงสุดอย่างที่คุณทักษิณเสนอหรอก ก็คุยไปได้หลายระดับ แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือเจตนารมณ์ที่จะคุยหรือคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง โดยการพูดคุย ไม่ใช่โดยการเอาแพ้-ชนะ

Q : หากมีการพูดคุยจริง ข้อเสนอหนึ่งคือการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมือง
A : คือ “ตั้งเงื่อนไข” ก่อนคุยนี่มันพูดยาก ถ้าคุณทักษิณตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าจะคุยต้องทำตามที่ฉันเรียกร้องนะ มันก็ไม่ต้องคุย “การคุย” นี่ต้อง “เปิดใจกว้าง” ศึกษาทุกลักษณะที่พอเป็นไปได้และพอยอมรับกันได้ แต่ถ้าไปสรุปซะก่อนว่า ถ้าคุยแปลว่าต้องยอมรับเงื่อนไขของฉันเนี่ย ใครเขาจะมาคุยละ

Q : เป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
A : ผมมีข้อเสนออันหนึ่งนะ...ไม่ยาก ถ้ามีเจตนารมณ์จะคุย ผมอยากเสนอว่าให้คุยเงียบๆโดยมีคนทำหน้าที่คล้ายๆกับการทูตแบบวิ่งไป-วิ่งมา เรียกว่า กระสวยการทูต” (Shuttle Diplomacy) ก็ได้ แล้วก็การทูตแบบเงียบๆ ก็คือจัดทีมขึ้นมาทีมหนึ่ง เป็น “คณะกรรมการประสานสันติ” ตั้งชื่อซะเลย 3 คน ฝ่ายนปช.-ฝ่ายคุณทักษิณ-ฝ่ายเพื่อไทย ลองเสนอชื่อมาคนหนึ่ง ซึ่งพอจะทำหน้าที่การทูตได้ดี แล้วให้ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ จะรวมพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล บอกเออ...คนๆนี้ฉันรับได้ แล้วกลับกัน...ให้ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลลองเสนอมาสักคนหนึ่ง ให้ฝ่ายเพื่อไทย-ทักษิณ-นปช.ดูว่าคนนี้รับได้ เราก็ได้นักการทูตที่จะทำการทูตแบบกระสวยการทูต 2 คน คำว่า “กระสวยการทูต” ก็คือคุณไปคุยกับฝ่ายนี้ว่ายังไง แล้วคุณก็มาคุยฝ่ายนี้ คุยกับฝ่ายนี้โดยตรงไปตรงมา ความจริงใจ เอาข้อเท็จจริงต่างๆมาพูดคุยเพื่อลดความแตกแยก ไม่ใช่เพื่อถ่างความแตกแยก แต่ 2 คนนี้อาจจะขัดกัน อาจจะต้องการ 3 คนจะได้ตัดสินได้ โดย 2 เสียงจะต้องทำตาม 2 เสียง ถ้ามี 2 คน คนหนึ่งบอกซ้าย คนหนึ่งบอกขวา ก็ไม่รู้จะไปซ้ายหรือไปขวา แต่ถ้ามี 3 คน ถ้า 2 เสียงบอกไปซ้าย ก็จะต้องไปซ้าย แม้กระทั่งในกระบวนการพูดคุยแบบการทูตเชิงวิ่งไปวิ่งมา อาจจะต้องการคนที่ 3 เพราะฉะนั้น 2 คน คนหนึ่งเสนอโดยฝ่าย ก. ฝ่าย ก. ก็อาจจะเกรงใจ อีกคนหนึ่งเสนอโดยฝ่าย ข. ฝ่าย ข. ก็อาจจะเกรงใจ เราก็จะให้ 2 คนนี้ เลือกคนมาอีกคนหนึ่ง ซึ่งทั้งสองคิดว่าคนๆนี้ พอที่จะประคับประคองกระบวนการอันนี้ได้ มีความน่าเชื่อถือสูงหน่อย ก็จะเป็นทีม 3 คน

“2 คนนี้ยอมรับ คนที่ 3 แล้วคนที่ 3 บอกอะไรก็อาจจะเชื่อก็ได้ คนที่ 3 ตัดสินอย่างมีวิจารณญาณอย่างรอบคอบ ก็จะเป็นทีม 3 คน ไม่ต้องแต่งตั้งให้มัน คนที่มัน...โอโห...มีบารมีล้นหลาม อันนี้มาทำหน้าที่ให้บริการ ทำหน้าที่ด้วยจิตอาสา แล้วก็คุยอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา จับประเด็นให้ถูก แล้วก็สื่อสารให้ถูกว่าฝ่ายนี้คิดอย่างนี้นะ ฝ่ายนี้คิดอย่างนี้นะ ไอ้นี่ร่วมกัน ไอ้นี่ต่างกันนะ แล้วอย่างนี้ทำยังไงต่อ ฝ่ายนี้ก็เสนอมา เสนอไปเสนอมา บางทีอาจจะได้กระบวนการของการคลี่คลาย อาจจะไม่ได้คำตอบ แต่จะได้กระบวนการฝ่ายต่างๆยอมรับว่าเดินตามกระบวนการนี้ มันจะดีหน่อย ก็เดินตามกระบวนนี้ไป ผลออกมาเป็นยังไงก็จะได้ยอมรับ”

Q : คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ หากไม่มีบารมี คนในกลุ่มอาจจะไม่ยอมรับฟัง
A : คุณคิดดูฝ่ายหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี แล้วจะหาผู้มีบารมีที่ไหนมาอีกละ ไม่ต้องบารมีแล้ว ต้องการ “ผู้รับใช้” มากกว่า ต้องการผู้ทำงานให้สำหรับเรื่องนี้ คนเรา...คนไทยเราจะต้องตัดสินโดยจะต้องให้ “ผู้ใหญ่” ชี้อยู่เรื่อย เราอาจจะต้องเปลี่ยนแล้วว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ประสานสันติ ประสานจริงๆ ประสานที่จะให้เกิดสันติ ไม่ได้ประสานที่จะมาไกล่เกลี่ย มาชี้แนะ หรือมาใช้บารมีชี้นำ...ไม่จำเป็นหรอก ก็หาไม่ได้จนบัดนี้จะหาได้ที่ไหน เดี๋ยวมันไม่รู้จะพึ่งอะไรใครแล้ว เพราะว่าผู้มีอำนาจก็คือรัฐบาล มันบารมีสูงสุดแล้ว อดีตนายกฯก็ถือว่าเป็นผู้มีบารมีอีกแบบหนึ่ง ก็ต้องยอมรับ มีคนสนับสนุน มีคนเห็นด้วยพอสมควร มีแต่มีบารมีทั้งนั้น ต้องหาคนมีบารมีสูงมากดอีกเหรอ ก็นึกไม่ออกแล้ว

Q : ที่ผ่านมา เคยมีข้อเสนอด้วยการให้ “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” เป็นตัวกลางในการเจรจา แต่ล้มทุกครั้ง
A : ใช่ๆ ผมยกตัวอย่างช่วงหนึ่งมีคนเสนอชื่ออาจารย์สุจิต บุญบงการ (อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) พอเสนอ...ปุ๊บ..ทุกคนบอก “ไม่เอา” มันเร็วไป เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะหาคนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 เนี่ยต้องทำเงียบๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆลองเสนอชื่ออาจารย์สุจิต...โหย...ไม่เห็นปรึกษาหารือ ทำไม ไม่เอา คนนี้ไม่เอา เสนอชื่อดีที่สุดมา คนอีกฝ่ายหนึ่งบอกฉันไม่เอา เสียหน้ากันหมด เสียจังหวะด้วย เพราะการที่ผมบอกว่าฝ่าย ก.เสนอชื่อคนๆหนึ่ง ถ้าฝ่าย ข.บอกไม่เอา ก็เงียบๆไป ไม่เอาก็ไม่เป็นไร เสนออีกคนหนึ่ง ไม่เอาไม่เป็นไร เสนออีกคนหนึ่ง ถ้ามีเจตนาที่จะคุยกันนะ แบบการทูตแบบไปๆมาๆ ไปถามทางนี้ที ไปถามทางนี้ที Shuttle Diplomacy ก็ไม่เป็นไรคุณทำงานแบบเงียบๆ ไม่ต้องไปบอกว่า ฉันจะประชุมเชิญฝ่ายนั้นมาพูด มันเป็นสาธารณะ..ไม่ใช่ ไปคุยเฉยๆ ไปคุยหาข้อมูล เข้าใจความเดือดร้อน เข้าใจประเด็นของฝ่ายนี้ เข้าใจประเด็นของฝ่ายนั้น จับประเด็นให้ถูก อันนี้เห็นต้องกัน อันนี้เห็นต่างกัน ไอ้นี่พอจะไปได้ ไอ้นี่ไปไม่ได้ ฝ่ายนี้ยังไงก็ไม่รับเรื่องนี้ ฝ่ายนี้ก็ไม่รับเรื่องนั้น แต่ฝ่ายนี้รับเรื่องนี้ได้ แต่ฝ่ายนั้นรับเรื่องนั้นได้ ก็ว่ากันไป นี่คือวิธีการทูต แบบนี้เขาทำกันทั้งนั้น วิธีการทูตไม่เห็นใครต้องบอกว่า การทูตก็คือการประชุมต่อหน้าสื่อมวลชน มีที่ไหนการทูตต่อหน้าสื่อมวลชน ไม่เห็นมีเลย

Q : ก่อนที่จะเกิดกระบวนการอย่างที่อาจารย์เสนอได้ จำเป็นต้องมีตัวกลางในการประสานงานก่อนหรือไม่ เพราะแต่ละฝ่ายก็จะมีจุดยืนของตัวเอง
A : เขาเนี่ยคุยกันได้ มีคนที่จะเชื่อมประสานในระดับแบบเงียบๆ เยอะแยะไปหมด ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักกัน รู้จักกันทั้งนั้น ฝ่ายการเมืองทั้งหลายทำไมไม่รู้จัก รู้จักกันมาเก่าก่อน เพียงแต่มี...ดำริหรือเปล่า

Q : ที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะ..
A : ไม่มีดำริ ไม่มีเจตนา

Q : เห็นมีหลายคนเสนอตัวเองทำหน้าที่ประสานงาน สุดท้ายก็ไม่มีการตอบรับ
A : จริงๆไม่ใช่หน้าที่ที่ใครจะมาเสนอตัวเอง ปัญหาคือคนที่จะทำหน้าที่นี้เนี่ย ต้องให้เขาคิดว่าทำได้ ฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องคิดว่าทำได้ ผมถึงบอกไง ใช้กลวิธีที่ผมเสนออาจจะได้ ก็ลองคุยกันไป ถ้าคิดว่ากลวิธีนี้อาจจะได้ก็ลองทำดู แต่เริ่มต้นเป็นกระบวนการเงียบๆก่อน หรือจะมีวิธีอื่นก็ได้ผมไม่ว่า แต่ว่าพยายามขยับเขยื้อนหน่อยสิ

Q : ถ้าสุดท้ายกระบวนการใดๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ถึงขั้นให้ “สถาบัน” ลงมาบอกให้หยุด แล้วมานั่งคุยกัน มันจะถึงขั้นนั้นหรือไม่
A : ไม่รู้ เพราะผมไม่ก้าวล่วงไปถึงเรื่องนั้น เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องในพระราชอำนาจ เราไปออกออกความคิดเห็นในทางสาธารณะก็ไม่ดี

Q : ส่วนตัวมองว่าถ้าจะคุยกันทำได้อยู่แล้ว

A : ได้อยู่แล้ว

Q : แต่คนที่เป็น “แกนนำ” หรือ “หัวขบวน” ไม่เอา
A : ผมไม่รู้ แล้วผมไปพูดอย่างนั้นก็เหมือนกับว่าผมไปปรามาสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็เปิดไว้ เอา-ก็เอา ไม่เอา-ก็ไม่เอา แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นเจตจำนงค์ ยังไม่เห็นการดำริ เอาจริงเอาจังในเรื่องเหล่านี้

Q : แนวคิดอาจารย์ คิดว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะมีการนำมาใช้
A : ไม่รู้ ผมถึงบอกไงว่า เรารับที่จะเปลี่ยนมั๊ย ถ้าเราพอใจกับสถานะภาพเดิม คงสถานภาพเดิม ก็เต้นรำกันอยู่ขอบเหว ผมคิดว่าเขาเต้นรำกันนะ ต่างฝ่ายต่างชอบ ฝ่ายนี้อย่างนั้น ฝ่ายนั้นอย่างนี้ สื่อมวลชนก็ชอบด้วยเสนอข่าวนี้ไปเรื่อยๆ 4 ปีแล้วละ ก็เห็นโอกาสจะเปลี่ยนวิกฤตอันนี้ ยังไม่เห็น

“ผมพูดจริงๆนะ ไม่เคยมีการทำสงครามที่ไม่เลิก สงครามทุกชนิดมันก็ต้องเลิกอยู่วันใดวันหนึ่ง สงครามครูเสดมันก็ยังเลิก สงครามร้อยปีนะ สงครามถึงวันหนึ่งมันก็ต้องเลิก เพราะฉะนั้นผมไม่คิดว่าขณะนี้ความขัดแย้ง จะต้องไปในชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกาลนานเทอญ...ไม่ใช่ ก็ต้องเลิกสักวันหนึ่ง”

Q : แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นวิธีไหน
A : ไม่รู้วิธีไหน เช่น สงครามเลิกก็คือบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่ง สูญหายตายจากไป หรือบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดในทางการเมืองจริงๆ อันนี้มันก็มีหลาย หรือนะ ถ้าไม่มีใครชนะก็สู้กันไปเรื่อยๆ ยื้อกันไปยื้อกันมา สู้กันไปสู้กันมา หรือไม่เอาตกลงกติกา ฉันจะเดินอย่างนี้ 1-2-3-4.. มีกระบวนการอย่างนี้ ถ้าทำตามกระบวนการอย่างนี้ ผลลัพธ์เป็นยังไง เดินหน้าตามนั้นนะ สุดท้ายก็ต้องมาตกลงกระบวนการ เช่น ยอมรับการเลือกตั้งมั๊ย หรือไม่ต้องลงประชามติมั๊ย นี่คือกระบวนการไง แต่ยังไม่รู้ผลออกมายังไง เลือกตั้งผลออกมายังไงผมไม่รู้ แต่ว่ายอมรับกระบวนการเลือกตั้งใช่มั๊ย ยอมรับกระบวนการประชามติ สมมติ หรือยอมรับกระบวนการอะไรก็แล้วแต่ ที่จะมาตัดสินเรื่องเหล่านี้ แล้วตัดสินแล้วยอมรับนะ ไม่ใช่ตัดสินแล้ว แพ้ชวนตีต่อ มันก็ไม่จบสิ มาคุยกันให้ดีว่าเอาอย่างนี้ๆนะ แล้วในที่สุดพอตกลงกันได้ พอมีเค้าโครงแล้วก็ต้องเป็นสาธารณะ ไม่ใช่มุบมิบๆ 2 ฝ่ายตกลงกันแค่นี้แล้วไม่บอกใคร

“กระบวนการซึ่งได้มาข้อตกลง มันก็มีหลายวิธี กึ่งสาธารณะ สาธารณะอะไรต่างๆก็แล้วแต่ หรือไม่สาธารณะเลย แต่พอได้ผลออกมาแล้ว การจะเอาข้อตกลงหรืออะไร เอาไปใช้ต่อ มันต้องให้สังคมกำกับ เอ้า..อย่าเบี้ยวนะ สังคมเป็นพยานอยู่ ถ้าคุณเบี้ยวอย่างนี้สังคมไม่เอาคุณ ไม่เอาคุณแน่ๆแล้วนะ ต้องสร้างความคิดนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยว่า ห้ามเบี้ยว ไม่งั้นก็กลับมาอีหรอบเดิม”

Q : จะดีกว่าหรือไม่ หากนักการเมืองเป็นคนเริ่มต้นกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ก่อน

A : ก็ดีอยู่แล้ว แต่จะทำยังไงให้เกิดสิ่งนั้นได้ ในเมื่อยังไม่มีดำริ ต่างฝ่ายยังไม่มีดำริที่จะให้เกิดอย่างนั้น ฝ่ายนี้ก็บอกว่าฉันไม่ได้รับความยุติธรรม อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าฉันต้องทำหน้าที่ของฉัน ไม่สนใจหรอก ก็อยู่อย่างนี้ หรือเปลี่ยนความขัดแย้งอยู่เรื่อยๆ ก็มีประเด็นพูดความขัดแย้งไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีดำริไง คุณบอกดีกว่ามั๊ย ผมก็ว่าดีสิ ถ้าระงับได้ที่เหตุก็ดี ไอ้ที่เสนอให้ประชาชนว่าไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงเนี่ย เป็นเสียงสังคมที่จะไปกดดันให้คนที่เป็นเหตุหรือเป็นปัจจัยสำคัญก่อเหตุก็จะได้ระงับยับยั้งเหตุเหล่านั้นไป มันก็คลี่คลายไป แต่ในเมื่อเขาไม่ทำก็..ดีกว่ามั๊ยที่เขาทำเลยโดยไม่ต้องมีใครไปบอก ถ้าเขายังไม่ทำก็ให้สังคมช่วยบอก แล้วคุณบอกสังคมช่วยบอกมันไม่ดีเท่ากับเขาทำเองเลย ก็เขาไม่ทำนี่ (หัวเราะ)

Q : รัฐบาลเคยตั้งกรรมการสมานฉันท์ที่เชิญทุกฝ่ายเข้าร่วมมาแล้ว แรกๆ เหมือนจะประสบผลสำเร็จ
A : ผมคิดว่าเรื่องนี้เนี่ย ผมไม่เข้าใจรัฐบาลนะ พูดตรงไป-ตรงมา เพราะถ้ารัฐบาลประกาศนโยบายสมานฉันท์ ประกาศต่อรัฐสภา รัฐสภาก็มีข้อเสนอแนะมาว่าต้องทำ 1-2-3-4-5 ไม่ใช่เฉพาะแก้รัฐธรรมนูญนะ เรื่องอื่นด้วย อุตสาห์ตั้งกันซะดิบดี มีทุกพรรค ทุกฝ่าย ส.ว.เข้าไปด้วย พอเสนอกลับไป รัฐบาลโยนกลับมาให้รัฐสภาทำ มันไม่ใช่ หลายเรื่องสมานฉันท์เป็นนโยบายของคุณ คุณต้องทำ  

“อย่างนั้นรัฐบาลก็ไม่ต้องประกาศนโยบายสมานฉันท์ ก็ประกาศนโยบายดำรงสถานภาพ ประคองตัวเองไปจนกระทั่งหมดวาระ ก็ประกาศนโยบายใหม่เลย ผมจะมีนโยบายประคองตัวเองจนหมดวาระ ทุกคนจะได้ทราบว่าเขามีนโยบายอย่างนี้ ก็ไม่เป็นไร อีกฝ่ายก็จะมีนโยบายเขย่ารัฐบาลจนกระทั่งหมดวาระ ถ้าเขย่าได้มากเท่าไหร่ก็เขย่าเท่านั้น นี่ไงนโยบายเอาชนะ”

Q : ตอนนี้มีการฝากความหวังไว้ที่ศาล ว่าเป็นคนที่ตัดสินในสิ่งที่เกิดความขัดแย้ง ทำให้ความขัดแย้งยุติ ขณะที่บางทีก็อาจทำให้เกิดจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมากขึ้น มันเป็นเพราะ..
A : คืออย่างนี้ ศาลเนี่ยเป็นคนรักษาความยุติธรรม ความยุติธรรมเนี่ยมันมีอยู่ 2 ระดับ ในความเห็นของผมนะ คือความยุติธรรมคล้ายๆกับตามตัวอักษร กับความยุติธรรมในแง่ของความรู้สึก ถ้าใช้ภาษาอังกฤษคือ แต่ละคนมี Sense and Fairness ความรู้สึกว่ามันเป็นธรรม ทีนี้ถ้าตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่รักษาดุลยภาพ คือไม่มีลายลักษณ์อักษรเลย ยังไงก็ได้ อันนี้ก็ปั่นป่วนไปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันบอกว่าเราตัดสินแบบไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกว่าเป็นธรรมเนี่ย สังคมก็ต้องเป็นคนคอยดูกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว เอ้...ครั้งที่ 1 มันก็รู้สึกไม่เป็นธรรม ครั้งที่ 2 ก็รู้สึกไม่เป็นธรรม ครั้งที่ 3 รู้สึกไม่เป็นธรรม ตัวกระบวนการยุติธรรมที่ยึดตัวอักษร มันก็จะเสื่อมในระยะยาว เพราะฉะนั้นบารมีสะสมของกระบวนการยุติธรรม ต้องรักษาเอาไว้โดยที่ว่าคนก็รู้สึกว่า เอา...ตัดสิน 10 ครั้งเนี่ย รู้สึกว่าเป็นธรรม 8-9 ครั้ง ก็โอเค บางครั้งก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมบ้าง แต่ถ้ารู้สึก ครั้งที่ 1 ก็รู้สึกไม่เป็นธรรม ครั้งที่ 2 ก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ถ้ามันสะสมแบบนี้เนี่ย มันก็จะก่อปัญหาระยะยาว  

Q : ความรู้สึกของประชาชนเกิดขึ้นกับศาล เป็นเพราะเสื้อแดงเอามาโจมตีมาก หรือเกิดจากความรู้สึกของประชาชนเอง
A : คือ “เสื้อแดง” ไม่ได้โจมตีกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดนะ เพียงแต่บอกว่ามีความพยายามของฝ่ายหนึ่งที่ใช้คำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ไปในทางในทางการเมือง ซึ่งในอันที่จริง “ตุลาการภิวัฒน์” เขาใช้เพื่อให้ตุลาการสามารถขับเคลื่อนความยุติธรรมในสังคมได้มากขึ้นกว่าเฉพาะลายลักษณ์อักษรที่เขียนไว้ ถ้าไม่มีลายลักษณ์อักษรที่เขียนไว้ แต่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในสังคมได้ ฝ่ายตุลาการต้องใช้ “ตุลาการภิวัฒน์” ออกมา ไม่อย่างนั้นมันก็อึดอัดไปอีกแบหนึ่ง แต่ว่าขณะนี้เนี่ยคนก็มีความรู้สึกว่ามีการใช้ความคิดเรื่อง “ตุลาการภิวัฒน์” ล้ำหน้าไปหน่อย คนเขาคิดอย่างนั้นก็เลยเกิดความรู้สึกว่ามัน...การตัดสินบางครั้งอาจจะไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับคดีทางการเมือง ถ้าเกิดความรู้สึกอย่างนี้ มันก็ไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการเอง เพราะถ้าตัดสินออกมา ความรู้สึกการยอมรับได้มันก้ำกึ่งกัน มันสะสมๆไปเรื่อยๆมันก็ถือว่า เอ๊ะ..ตุลาการมันเป็นกระบวนการทางการเมืองไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย

Q : แล้วเป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า “ศาลถูกแทรกแซง”
A : ผมไม่คิดถึงขนาดนั้น แต่มันเริ่มต้น ต้องพูดว่าความสงสัยมันเริ่มตั้งแต่สมัยคุณทักษิณนะ ที่บอกว่าตอนนั้นแกโดนคดีซุกหุ้น คนก็เริ่มสงสัยแล้วว่า เอ๊ะ...มันมีการแทรกหรือเปล่า แล้วมันก็ชิ่งไป-ชิ่งมาไง ปฏิกิริยาเรื่อยมาเลย ผมยังคิดว่าความสงสัยตรงนั้น น่าจะเป็นหนึ่งในปฐมเหตุในปัญหาต่างๆ ผลพวงต่างๆที่ตามมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่เกิดเหตุตรงนั้น ก็ไม่รู้อะไรเกิดขึ้นในสังคมไทย ศาลอาจจะตัดสินว่าคุณทักษิณไม่ชอบ ในการซุกหุ้น ปัญหาการเมืองจะคลี่คลายไปอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า มันก็ย้อนเวลากลับไปหาอดีตไม่ได้ แต่คนก็จะแคลงใจตั้งแต่ตรงนั้นเป็นต้นมา ก็เป็นหนึ่งในปฐมเหตุของความขัดแย้งที่ออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดพันธมิตรฯ เกิดนปช. เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เกิดรัฐประหาร เกิดอะไรต่างๆ เหตุมันอาจจะเกิดจากบางอย่างในอดีต แต่ว่าผลลัพธ์ต่อเนื่องมันยาว

Q : คำตัดสินคดียึดทรัพย์ ถือเป็นบรรทัดฐาน
A : ไม่ควรจะซะทีเดียวนะ เพราะว่าศาลพูดตลอดเวลาว่า คดีใคร-คดีนั้น-คดีนี้ ก็ต้องพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย แต่ละกรณีไป มันก็อาจจะมีแนวโน้มเป็นบรรทัดฐานได้บ้าง แต่ผมคิดว่ามันไม่เหมือนกันทีเดียวหรอก ทุกกรณีมันไม่เหมือนกันหรอก มันก็มีพัฒนาการของระบบยุติธรรมไปเรื่อยๆ ถ้าสามารถที่จะสร้างบรรทัดฐานได้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างน้อยบรรทัดฐานนั้นต้องเป็นบรรทัดฐานที่สมดุลระหว่าง “เหตุผลตรรกะของกฎหมาย” และ “ความรู้สึกว่าเป็นธรรมของประชาชน”

Q : แต่ทุกฝ่ายก็ออกมาพูดว่า “เชื่อมั่นศาล”
A : อ๋อ...ไม่เชื่อจริงหรอก มันเหมือนกับพูดตามๆกัน ใครกล้าพูดว่า ผมซุ่มเตรียมทำรัฐประหาร...มีมั๊ย...ไม่มี คุณไปถามทีไร “ผมก็ไม่รัฐประหารแน่” ใครพูดว่า “ผมซุ่มเตรียมกำลังไว้ป่วนเมือง”...มีมั๊ย...ไม่มี ใครคิดอย่างนั้นก็ “แอบทำ” ทั้งนั้น ใครจะมาพูดว่า “เอ้ย..ผมไม่เชื่อหรอก ระบบยุติธรรม กระบวนการศาลใช้ไม่ได้” พูดอย่างนี้ก็หมิ่นศาลนะสิ เดี๋ยวก็โดน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่พูด มันมีเรื่องที่ห้ามๆพูด คนก็เลยต้องเออ...ออไป แต่ใจคิดยังไงก็ไม่รู้

Q : ข่าวการติดสินบนศาล...ที่ผ่านมา
A : ไอ้นี่ก็เป็นการเมืองไป แต่ก็ประหลาดที่ว่า ไม่เห็นมีใครมาดุเรื่องนี้เท่าไหร่เลยนะ ไม่ได้ดุเท่าที่ควร

Q : แต่โฆษกขอศาลยุติธรรม ออกมาปฏิเสธแล้ว

A : ใช่ ปฏิเสธไง แต่ว่าเออ..พอรับได้
…………………………


กลับสู่หน้าหลัก
เพิ่มความคิดเห็น
rules
นน   |124.121.110.xxx |02-03-2010 07:00:55
ชอบคุณโคทมตรงนี้ ไม่เคยอยู่ข้างใคร เอาปรัชญามาพูดล้วนๆ
สงครามเลิกหรือไม่เลิกอยู่ที่จิตสำนึกของผู้นำ
การติดสินครั้งนี้ ถูกหรือผิด โคทมต้องตอบ
เราต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ต้นเหตุคืออะไร ไม่รู้จะบอกให้
ต้นเหตุคือมีการโกงแผ่นดิน
ศาลตัดสิน
สงครามต้องจบ ใช่ไหมครับ ไม่จบเพราะใคร
ถ้าเป็นอย่างโคทมว่า ต้องยอมคืนสถานะให้ แบบนั้นหรือ เพื่อจะให้จบ

ดีใจจังที่คุณไม่ได้ทำงานให้ประเทศอีกต่อไป
ลิต   |76.65.29.xxx |04-03-2010 17:53:49
นน ผมว่านะคุณปัญญาอ่อนนะ ผมอ่านดูก็รู้สึกคุณโคทมเขาตอบดี ผมใช้คำว่าคุณนะ ไม่เรียกใครห้วนๆแบบนน ถ้านนไม่อยากฟังใครที่เขามีทัศนะคติแบบไม่ตรงใจนน ก็หาอ่านแต่คนที่นนคิดว่าเขาจะตอบแบบโดนใจ นนนะ อย่าออกมาจากกะลาเลย ส่วนผมว่านายสนธิ ที่เคยไปว่าคุณโคทมว่าโง่ นี่ ไทยอินไซเดอไม่น่าเอามาพูดเลย เพราะคนโง่ถ้าไปบอกคนอื่นว่าโง่นี่จะนับว่าคนนั้นโง่ได้ยังงัย ถ้าสนธิไม่โง่มันคงไม่ทำธุรกิจเจ๊ง และทำม็อบปิดสนามบินให้ชาติเจ๊งอีกหรอก ไอ้นี่มันดับเบิลโง่
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล์:
 
หัวข้อ:
กรุณาใส่ anti-spam code

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."