ข่าวร้อน!
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 10:46 น.    พิมพ์ อีเมล
'เงิน'ไม่เข้าใครออกใคร 'มองข้ามช็อต'หากมียึด ขั้วนช.:เดินหน้า'เอาคืน' ขั้วล่า:ตามลาภมิควรได้

งวดเข้ามาเต็มทีสำหรับการนัดฟังคำตัดสินในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ศาลฎีการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ.นี้

นักวิจารณ์หลายคน...เชื่อว่าจะเป็น “วันหยุดประเทศไทย” เพราะถนนทุกสายไม่ว่าจะเป็นคนในแวดวงการเมือง-แวดวงธุรกิจ-ชาวบ้านทั่วไป หรือคนสารพัดสี จะต้องนั่งเฝ้าติดตามหน้าจอตู้ ซึ่งโทรทัศน์ทุกช่องต้องมีรถโอบี ไปถ่ายทอดสด ชนิดที่เรียกว่า อาจเป็นอีกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทยก็ได้ ที่ทุกสายจะมาจดจ้องกับ “คำพิพากษา”

เพราะ “ผลของคำพิพากษา” ไม่ว่าจะออกมาทางใด มันจะมีผลกระทบตามมา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะ “ถ้ายึดหมด” กลุ่มคนเสื้อแดง-คนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายและลูกสมุนของ “ทักษิณ” ก็คงไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้แน่

เพราะ “ถ้าไม่ยึดเลย” กลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่ถือคติ “ม็อบมีเส้น” ก็คงไม่ยินยอม และคงต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อโชว์พลังว่า “มีเส้น” อีกครั้ง เพราะนั่นหมายความว่า ผลลัพธ์หน้านี้ ทำให้สิ่งที่พวกเขาเคลื่อนไหวมา 4 ปีเศษนั้น “สูญเปล่า” ดี-ไม่ดี จะตกเป็นฝ่าย “ถูกล่า” เสียเองด้วย

แต่ “ถ้ายึดบางส่วน” โดยมีเหตุ-มีผลเพียงพอ ซึ่งทางออกนี้ หลายฝ่ายเชื่อกันว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในยามบ้านเมืองวิกฤต เกิดความขัดแย้งเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างขึ้นกับ “คำพิพากษา” ที่ยังไม่มีใครรู้ชัดว่า “ผลลัพธ์” จะออกมาอย่างไร แต่ “เรา” ขอมองข้ามช็อตไปว่า ถ้ามีการยึด จะยึดทั้งหมด หรือยึดบางส่วน ก็ตามแต่...มุมมองของแต่ละขั้ว...คิดอย่างไร

ฝ่ายขั้วทักษิณ...โดย “มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ” ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง ส่งเข้าประกวด ด้วยมุมมองที่ว่า “ถ้ายึดได้ก็เอาคืนได้” เพราะมีวิธีคือ??? พร้อมกับปูดประเด็นใหม่ว่า "ในวันที่ลงพระปรมาภิไธย มาตรา 309 ไม่มีอยู่ แต่ไปสอดไส้ทีหลัง"

อีกฝ่ายหนึ่ง...โดย “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ส.ว.สรรหา ที่เป็นเจ้าของฉายา “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” เพราะเผด็จศึก “เก้าอี้” ใครต่อใครล่วงหล่น เพียงเพราะการมองต่างมุม จนได้อีกหนึ่งฉายาว่า “คุณชายละเอียด” เพราะหยิบทุกเม็ด-จดจ่อทุกคำ เพื่อนำเสนอในข้อมูลที่ “ไม่เหมือนใคร” และ “เขา” มองว่า ถ้ามีการยึดจริง ก็ต้องตามไปดูในส่วนของ “ลาภที่มิควรได้” ว่าตกไปอยู่กับใครบ้าง เพราะ “เงินหลวง” ตกน้ำไม่ไหล-ตกไฟไม่ไหม้

บรรทัดจากนี้ไปเป็นมุมมองที่ควรรับฟัง และน่าติดตามยิ่งว่า คำพิพากษาคดียึดทรัพย์จะออกมาในแนวใด
………………………..
“มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ” ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

คือเรื่อง (คดี) ทักษิณ (ชินวัตร) ต้องบอกนะว่า กระบวนการสอบสวนโดยสมุนโจรทั้งนั้นเลย...แล้วก็พิจารณาคดีในขณะที่โจรปกครองประเทศ มันเป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นถ้ามีกระบวนการทำประชามติยกเลิกรัฐธรรมนูญโจรได้ คดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่...พรรคไทยรักไทยยุบ พรรคพลังประชาชนยุบ มันกลับคืนหมด เพราะอำนาจของโจรไปแล้ว อำมาตยาที่บงการโจรอยู่ คุ้มครองดูแลโจร สนับสนุนโจรอยู่ ก็หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นของโจรก็คือโจร อย่างที่อาจารย์เคยบอกวีระ (มุสิกพงษ์ แกนนำเสื้อแดง) ที่สนามหลวง เราก็ถามเล่นๆ “เฮ้ย..วีระ ไอ้เหี้ยมันออกไข่มาแล้วไปให้หงส์ฟัก มันออกมาเป็นหงส์มั๊ยวะ” “เออ..ก็เป็นเหี้ยสิอาจารย์”(หัวเราะ)

Q : แต่คดีจะมีการตัดสินในวันที่ 26 ก.พ.นี้
A : ไม่เป็นไรไง คุณจะตัดสินอะไรก็เอาไป คนมาถามว่าอย่างนี้แล้วทำไง อาจารย์ก็ถามบอกเฮ้ย..โจรมันปล้นทำไม มันอยากได้อำนาจ แล้วมันก็อยากได้เงินด้วยใช่มั๊ย มันก็ทำอย่างโจร คุณจะมาถามทำไม ว่าทำไม-ไม่ทำอย่างนั้น ทำไม-ไม่ทำอย่างนี้ คุณเตรียมใจไว้ได้เลยเกิน 100% มันยึดแน่ เพราะมันทำอย่างโจร คุณเอาเวลา เอาสมองมานั่งคิดดีกว่า มันทำอย่างนี้แล้ววันข้างหน้าถ้าเราได้เสียงข้างมากมา เราจะทำยังไง ก็ไม่เห็นยากเลย ก็มายกเลิกกฎโจรซะ ไอ้ทั้งหลายทั้งปวงนี่ก็ฟื้นคืน

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : ตอนนี้ไม่ได้มีความคิดตัดตอนไม่ให้มีการตัดสินคดี แต่รอหลังคดีตัดสินมาคิดแก้ไข
A : ใช่ครับ

Q : มันง่ายกว่า
A : ไม่เสียเลือดเนื้อ แล้วโดยเฉพาะเสนอให้มีการทำประชามติก่อน อย่างสมมติเราเสนอให้มีการลงประชามติ คืนอำนาจให้ประชาชน อาจารย์อยากเห็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์สักคนหนึ่ง ยืนขึ้นมา ผมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยินดีที่จะคืนอำนาจในการเลือกรัฐธรรมนูญให้ประชาชน มีสักคนมั๊ย คุณว่ามันมีสักคนมั๊ย นี่อาจารย์กำลังร่างพระราชบัญญัติให้คืนอำนาจ เวลานี้ถึงทางตันแล้ว โจรก็บอกกูเอากฎของกูใช้ เพราะกูได้ประโยชน์จากมาตรา 309 ที่ประกอบด้วยมาตรา 37 ชั่วคราว (หมายถึงมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549) เขาไม่เอา แต่ทางฝ่ายเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทย เขาบอกเฮ้ย..กฎโจร ผมไม่เอา ถ้าอั๊วะมีอำนาจเสียงข้างมากอั๊วะจะกลับมาใช้กฎของอั๊วะ อั๊วะไม่ได้เป็นโจร อั๊วะไม่ใช้ นี่ก็รออยู่ตรงนี้

Q : กระบวนหลังคำตัดสินคดี มีความจำเป็นที่ต้องเป็นรัฐบาลเองถึงทำได้
A : ก็สภาฯก็ได้ไง เนี่ยเสนอญัตติเข้าสภาฯ เรื่องนี้คนไม่ค่อยเข้าใจ ไอ้ตู่ (จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง) ก็จะโอ้ย..ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนมัน ก็เป็นทางหนึ่ง แต่มันเป็นทางอ้อม แล้วจะต้องถูกบังคับใช้รัฐธรรมนูญโจรชั่วคราว บางคนบอกว่าอาจารย์มานิตย์ก็มาจากรัฐธรรมนูญโจร ผมไม่ใช่ อาจารย์มาโดยประชาชนเขาลงคะแนนเสียงเลือกมาเป็นผู้แทนราษฎร ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญโจร มาจากประชาชนเขาไปหย่อนบัตรเลือกผมเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าคนที่ประชาชนเลือก แล้วคุณอยากเสือก อยากเป็นผู้แทนของคมช. คุณก็เป็นของคุณไป ซึ่งเวลานี้ผู้แทนคมช.มีเสียงข้างมากในสภาฯ จึงเรียกว่า “สภาโจร”

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : ถ้ามีการยุบสภา แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังบังคับใช้อยู่ ก็ยังมีการยื่นเข้าสภาฯ
A : ก็ทำตามกติกาโจรไป เพื่อให้ประชาชนเขาเลือกให้เราเข้ามาเป็นผู้แทน พอได้เสียงข้างมากแล้ว..มันจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของปวงชนชาวไทย ถ้ายึดได้ก็ไปเอากลับคืนมาได้ โดยใช้มติมหาประชาชน หลังการเลือกตั้งเมื่อพรรคเพื่อไทยได้กลับไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเอาทรัพย์สินคืนมาทั้งหมด

Q : ร่างที่อาจารย์เตรียมไว้มีเนื้อหา สาระสำคัญอยู่ที่

A : บอกว่าไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้ เพราะมันเป็นกฎของโจรกบฏ

Q : ถ้าสภาฯเห็นชอบ...
A : ก็จบ

Q : จะออกเป็นพ.ร.บ. (พระราชบัญญัติ) หรือ พ.ร.ก. (พระราชกำหนด)
A : ถ้าจะทำให้มันง่ายก็พ.ร.ก. ถ้าเราเป็นรัฐบาลทำพ.ร.ก.ออกประกาศได้ทันที วันนี้ประกาศ พรุ่งนี้เอาเข้าสภาฯเลย แล้วเราได้เสียงข้างมาก สมมติได้ 400 คะแนน ก็ลงมติวันรุ่งขึ้น แล้วรวมถึงการออกบทเฉพาะกาลยกโทษให้คมช.ไป การ Feedback อะไรต่างๆก็ไม่น่าจะมี

Q : คดีที่ตัดสินมาแล้ว..
A : หมด...หมด ไข่เหี้ยให้หงส์ฟักยังไงก็เป็นเหี้ย ไม่เป็นหงส์ (หัวเราะ)

Q : เชื่อมั่นว่าถึงเวลานั้น เสียงในสภาฯเพียงพอ
A : ถ้าไม่ได้ก็ยอมไปสิ เขาอยากจะให้เอากฎโจรใช้ก็ ถ้าบอกเอากฎโจรใช้ คุณต้องเอามาตรา 309 ไปใส่ที่มาตรา 3 วรรค 2 อย่ามาแอบเป็นอีแอบเอามาบังไว้ตรงท้าย

“แล้วอาจารย์รู้มาลึกๆด้วยว่า ในวันที่ลงพระปรมาภิไธย มาตรา 309 ไม่มีอยู่ แต่ไปสอดไส้ทีหลัง...”(หัวเราะ)

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : ตอนนี้ไม่ได้หวังให้หลุดคดี แต่หวังจัดการวันข้างหน้า
A : ทั้งระบอบ ทั้งระบบ “ทักษิณไม่ใช่พ่ออาจารย์” แต่เรามีหน้าที่ต้องช่วยเขามั๊ย ถ้าเป็นลูกเรา พ่อเรา แม่เรา พี่น้องเราถูกปล้น แล้วยังเข้าบ้านไม่ได้ เรามีหน้าที่ต้องช่วยเขากลับบ้านมั๊ย เมื่อเอาเข้าแล้วคุณก็ต้องมาขึ้นศาลในกระบวนการยุติธรรม เราไม่ได้ปกป้องว่าเขาไม่ผิด เฮ้ย..กฎของประชาชน อย่าเอากฎของโจรไปตัดสินเขา

Q : ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้พิพากษาเก่า ตัดสินคดีมาก็มาก มองถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดกระแสการลอบสังหารที่เกิดกับผู้พิพากษาอย่างไร
A : ไม่ใช่ เพราะว่าผู้พิพากษาไปรับใช้กบฏเยอะเลย ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. นั่นหน่ะผู้พิพากษาทั้งนั้นเลย เฮ้ย..ยังสงสัยเลยมึง เฮ้ย..พวกมึงไปได้ยังไงหน่ะ มึงโปรดเกล้าฯ พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้พวกคุณเป็นผู้พิพากษา มาตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม ธรรมะก็คือคำสอน เอาง่ายธรรมะที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ศีล 5 ให้คุณมาตัดสินคดีให้เป็นไปตามศีล 5 อย่าทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ชีวิตและร่างกาย อย่าทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ทรัพย์สินของเขา อย่าให้ผู้อื่นเสียหายทางเพศ อย่าทำให้ผู้อื่นเสียหายด้วยวาจา อย่าทำให้เดือดร้อนเพราะเสพเครื่องดองของเมา 5 ข้อนี้ คุณเป็นตุลาการ คุณเป็นศาลคุณต้องมาตัดสินในนี้ แล้วนี่คุณตัดสินอะไร เขาถูกโจรปล้น คุณก็เข้าไปตัดสินให้โจร แล้วใช้กฎโจร อย่างนี้คุณยุติธรรมเหรอ คุณมีธรรมะเหรอ ธรรมะแปลว่าความดี คุณไม่รู้หรือว่าการเป็นโจรกบฏเป็นความเลว นี่พระเจ้าอยู่หัวอุตสาห์พูดแล้วพูดอีก มันก็ยังไม่ยอมถอยกลับ แล้วพวกนี้ควรจับประหารในฐานะร่วมกันเป็นกบฏมั๊ยละ

Q : ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช. ทาง คมช.เป็นคนตั้ง แต่ศาลฎีกาไม่เหมือนองค์กรอื่น
A : ศาลฎีกาก็เหมือนกัน ศาลฎีกาคุณต้องใช้กฎหมายของประชาชนนะ คุณต้องใช้รัฐธรรมนูญ 40 ของประชาชนนะ แต่ที่ผ่านมาศาลฎีกาไปใช้รัฐธรรมนูญของโจร นี่อาจารย์เขียนบทความไว้ “ศาลหรือซ่องโจร” ผู้พิพากษาจะเรียกว่าศาลได้ คุณต้องใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกของประชาชน แต่นี่คุณไปยอมใช้รัฐธรรมนูญของโจร กฎหมายของโจร คุณคือสมุนโจรเหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) อาจารย์เขียนแจกไปเป็นพันฉบับ ไม่เห็นไอ้ศาลฎีกาเขามาฟ้องอาจารย์

Q : แต่ก่อนความเชื่อเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ศาล ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะ แต่เหตุใดสมัยนี้จึงเปลี่ยนไป
A : มันเห็นชัดไง แล้วโดยเฉพาะอาจารย์ออกมาสอนเขา ไม่ว่าปราศรัยที่ไหนคนเขาเข้าใจ ชัดมั๊ยอย่างอาจารย์พูดอย่างนี้ คุณมีอะไรแย้งอาจารย์เชิญแย้งได้เลย แย้งได้สักเรื่องมั๊ย

Q : แต่การตัดสินของศาลหลายคดีมันเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ถือว่าทางยุติธรรม มันยุติไปแล้ว
A : มัน “ทางไม่ยุติ” ไง มันยุติความเป็นธรรม มันไม่ยุติธรรม ถ้ายุติธรรมมันต้องถูกศีล 5 สิครับ ไอ้นั่นมันถูกศีล 5 มั๊ยละ เขาเรียก “ยุติความเป็นธรรม” คุณไปเข้ากับโจรเมื่อไหร่ คุณไป(เป็น)สมุนโจรเมื่อไหร่ แล้วคุณแสดงทำท่าเป็นศาลมันก็..คุณทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศ คุณทำให้ทรัพย์สิน คุณทำให้สิทธิเสรีภาพของเขาหมดไปเลย

Q : ถ้ามีผู้พิพากษาบางส่วนที่ดี ที่ยึดหลักการประชาธิปไตยแท้จริง แต่ทำไม่ทุกคดีที่ออกมาเป็นไปตามที่ฝ่ายเสื้อแดงกล่าวหา เช่นคดียุบพรรค
A : เออ...นี่ไง คือหลายคนยังไม่ได้ศึกษาลึกเหมือนอาจารย์มานิตย์ ก็เอามาดิ เนี่ยอาจารย์กำลังจะทำ..เดี๋ยววันดีคืนดีก็จะไปชุมนุมกันที่หน้าศาล ให้ศาลตอบว่าจะใช้กฎของโจรต่อไป หรือจะกลับมาใช้กฎของประชาชน ถ้าตอบยืนยันว่าจะใช้กฎของโจร เราจะปิดศาลไม่ให้เข้า

Q : หมายความว่า ผู้พิพากษาตอนนี้ยังไม่เป็นโจร แต่ยังไม่เข้าใจข้อกฎหมายลึกซึ้ง
A : บางส่วน แล้วก็มีจำนวนไม่น้อย คือไปติดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่พิพากษาว่า “รัฏฐาธิปัตย์” เมื่อทำการยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการปกครอง เขาไม่ใช้อธิปไตยหรอก อำนาจในการปกครองประเทศ ย่อมตกเป็นของคณะปฏิวัติ ดังนั้นคณะปฏิวัติประกาศกฎข้อบังคับใดๆออกมาก็ถือว่าเป็นกฎหมาย โดยไม่ต้องให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เขาก็เติม “ในเวลาที่บ้านเมืองปกครองด้วยลักษณะเช่นนั้น” แต่บัดนี้มันไม่ได้ปกครองด้วยลักษณะเช่นนั้น แต่บัดนี้ก็กำลังปกครองด้วยลักษณะเช่นนั้นอยู่ เพราะรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก สภาที่เป็นเสียงข้างมาก ยังใช้กฎโจรอยู่ เพราะฉะนั้นถามว่าเวลานี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไร ต้องตอบว่า “ระบอบโจราธิปไตย” เพราะรัฐบาลและสภาเสียงข้างมากใช้กฎโจรบังคับใช้กับประชาชนอยู่ ถ้าอาจารย์อธิบาย อภิปรายให้คนเขาเข้าใจบ่อยๆ เดี๋ยวอยู่ไม่ได้ นี่กำลังจะถามไปนายบรรหาร (ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย) นายชุมพล (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา) นายใครต่อใครบอกเฮ้ย...คุณศึกษาเรื่องนี้ดีหรือยัง ถ้าฟังแล้วเอาไปอ่าน อ่านแล้วเข้าใจ รีบถอนตัวซะ ประชาชนยังจะให้อภัย มิเช่นนั้นประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ชั่วกัลปาวสาน ว่าคุณเคยร่วมเป็นกบฏ เป็นโจร คุณยอมตัวเป็นสมุนโจรเพื่ออยากได้ตำแหน่งหน้าที่ เพื่ออยากได้เงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ เพื่ออยากได้ส่วนแบ่ง 30% 60% ที่คุณเอาไป แล้วมันไม่มีทางที่ใครจะถอนไปได้ ในสมัยนี้เป็น Globalization แผล่บเดียวมันรู้ไปทั่วโลก แล้วมันไม่ลบเหมือนเมื่อก่อนนะ เว็บไซต์เนี่ยเปิดขึ้นเมื่อไหร่ก็มี

Q : ถ้าจะแก้กระบวนการยุติธรรมให้กลับมายุติธรรมจริง ตามความเชื่อของอาจารย์ ผู้พิพากษาต้องกระทำเอง หรือ..
A : ผู้พิพากษาเขาจะทำเองก็ได้ ถ้าเขาทำ เขาลุกขึ้นมาเขียนเหมือนคุณกีรติ (กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาที่เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของคณะรัฐประหาร) นั่นไง เขาบอกเขารับไม่ได้กับการที่ได้มาโดยการเป็นกบฏ ยึดอำนาจเขาแล้วมาเขียน มามีอำนาจอธิปไตย เท่ากับปวงชนชาวไทย เขารับไม่ได้ แล้วมันไม่เป็นสากลนะ อาจารย์เคยปราศรัยบอกคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ นายกฯ) ลองทำหนังสือถามไปทั่วโลกสิ “รัฐบาลทั่วโลกเขายอมรับไอ้การที่เป็นรัฐบาลของคุณมั๊ย แล้วเขายอมรับไอ้รัฐธรรมนูญโจรที่คุณใช้อยู่นี้มั๊ย ถ้าคุณจะติดต่อทำธุรกรรมใดๆ ธุรกิจใดๆ กับรัฐบาลของนานาชาติเนี่ย แล้วคุณยังมาตรา 309 อยู่ เขาจะทำธุรกรรมกับคุณมั๊ย เพราะว่าวันหนึ่งวันนี้เขาเป็นเจ้าหนี้ พอพรุ่งนี้มึงบอกคุณผิด มึงเป็นลูกหนี้ เขาจะเข้ามาทำมั๊ย” นี่อาจารย์อธิบายชัด

Q : ข้อกล่าวหาของเสื้อแดงที่พูดบ่อย คือศาลสั่งได้ แต่อาจารย์บอกเองว่า มีผู้พิพากษาบางส่วนไม่เข้าใจข้อกฎหมาย การสั่งได้เกิดจากอะไรแน่
A : ใช่ ก็นี่ไงมันติดไอ้ฎีกานี่ไง (หมายถึงคำพิพากษารัฎฐาธิปัตย์) พวกที่เรียนมาโดยท่อง เขาเรียกพวก Scanner “นิติศาสตร์สแกนเนอร์” “ด็อกเตอร์สแกนเนอร์” “มาสเตอร์สแกนเนอร์” ท่องมา จำมา

Q : ในฐานะอดีตผู้พิพากษามองกระบวนการยุติธรรมเวลานี้เป็นอย่างไร
A : (ถอนหายใจ) แล้วคุณว่าไง มีอะไรดีขึ้นสักเรื่องมั๊ย..เอา ตั้งแต่ 19 ก.ย.มีอะไรดีขึ้นสักเรื่องนึงมั๊ย

Q : ตอนนี้เรียกว่า 2 มาตรฐาน
A : “ไม่มีมาตรฐาน” เลย มีมาตรฐานเดียว คือ “มาตรฐานโจร”

Q : มองว่าไม่มีมาตรฐานเลย
A : ใครปกครองอยู่ละ โจรเข้ามาปล้นบ้านคุณ คุณจะเอามาตรฐานกฎหมายจากไหนมา เนี่ยเวลานี้โจรอยู่เต็มบ้านเลยเนี่ย แต่ว่าอ้าว..แล้วทำไมอาจารย์มานิตย์อยู่ ก็ผมอยู่เป็นเสียงข้างน้อย แล้วกูไม่กลัวโจรฆ่า (หัวเราะ) ชัดเจนมั๊ย
…………………………….
“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ส.ว.สรรหา

Q : มองผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินในวันที่ 26 ก.พ. ว่ามีผลต่อสังคมไทยอย่างไร?
A : เรื่องนี้ต้องรอศาลท่านตัดสินก่อน ว่าศาลจะออกมาในแนวทางไหน ซึ่งถ้าเป็นแนวทางที่คุณทักษิณโดนยึดทรัพย์ทั้งหมด ก็ต้องไปดูฐานที่ท่านวินิจฉัย มันฐานใด เพราะในการวินิจฉัยคดีแต่ละครั้ง มันจะต้องมีประเด็นต่างๆ ลำดับแรกเช่นเรื่องของผู้ฟ้องคดีมีอำนาจฟ้องหรือไม่ การใช้อำนาจกฎหมายป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ของคตส.  (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ถูกต้องหรือเปล่า อันนี้เป็น Step ทั่วไป ในการที่ศาลจะลงความเห็นแต่ละกรณี กรณีที่คตส.ชี้มา จะวินิจฉัยอย่างไร แล้วถึงมามองว่าผลที่ตามมาคืออะไร คำว่าการพิจารณาเรื่อง “ร่ำรวยผิดปกติ” ในคดีนี้เราคงจะไปก้าวล่วงก่อนไม่ได้ แต่มันก็สามารถที่จะหาแนวทางจากแนวคำวินิจฉัยเดิมในเรื่องของคดีร่ำรวยผิดปกติในหลายๆครั้งที่ผ่านมาได้ เช่นกรณีข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีนักการเมือง อดีตนายทหาร อดีตนายกฯ จอมพล ส. มันมีเรื่องให้เราติดตามได้

แต่มันอาจมีกรณีที่ต่างกันบ้าง เช่น สมัยก่อนความร่ำรวยผิดปกติมันเป็นกฎหมายป.ป.ป.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นป.ป.ช.) น่าจะปี 2518 ปัจจุบันเป็นกฎหมายป.ป.ช.ปี 2542 แต่เนื้อหาสาระก็ใกล้เคียงกัน ว่ากฎหมายเดิมมันจะต้องไปดูว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยไม่ชอบ “ไม่ชอบอย่างไร” ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นได้มาโดยชอบ เขาจะต้องแยกประเด็นออกมาให้ได้ซะก่อน ในหลายครั้งหลายคดีที่บอกว่า คำร้องขอให้ยึด (ทรัพย์) เท่านี้ แต่จริงๆศาลจะยึดได้เพียงแต่เฉพาะที่พิจารณาแล้วว่าได้มาไม่ชอบ ซึ่งก็จะเข้าข่ายลักษณะร่ำรวยผิดปกติ ก็มีหลายคดีที่เคยกล่าวหาแล้วก็ประเด็นแรกก็ถูกตีตก เช่นคตส.ชุดเดิมสมัยรสช. ก็เป็นการใช้อำนาจไปยึดโดยมิชอบ ประเด็นอื่นก็วินิจฉัยไม่ได้ แต่กรณีนั้นก็ทำให้รัฐมนตรีสมัยนายกฯชาติชาย (ชุณหะวัน) หลายท่านเข้าไปโดนคดีภาษีตามมา

“ส่วนกรณีปัจจุบันของอดีตนายกฯทักษิณ ต้องรอพิจารณาก่อน พิจารณาแล้วก็คงจะเห็นภาพว่าท่านวินิจฉัยบนฐานกฎหมายใด ผลที่วินิจฉัยจะกระทบถึงใครอีกหรือไม่ เพราะว่าในการฟังจากข่าวบางครั้งจะมีบางท่านไปบอกว่า อันนี้ต้องเอาวัวทั้งตัว ไม่เอาเฉพาะเนื้อ เฉพาะขา ปัญหาก็คือว่า วัวที่ไปกินหญ้าตัวเดียวหรือเปล่า เพราะว่าบริษัทที่ทำให้เกิดประโยชน์กับครอบครัวอดีตนายกฯทักษิณไม่ใช่บริษัทเอกชน เป็น “บริษัทมหาชน” ความเป็น “มหาชน” คนที่เคยได้ประโยชน์จากเรื่องพวกนี้ไปจะมีผลกระทบอะไรตามมาหรือไม่ คงต้องรอฟัง อันนี้ซึ่งต่างกัน คดีสมัยก่อนมันจะดูทรัพย์สินที่ยื่นกับป.ป.ช.และมีคนกล่าวหา แต่กรณีนี้ฟังแล้วไม่เห็นมีการตีความไปถึงทรัพย์สินที่อยู่ในบัญชีป.ป.ช.

Q : บริษัทมหาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจถูกตรวจสอบทรัพย์สินในลักษณะข้อกล่าวหาที่คตส.ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณว่าออกนโยบายเอื้อต่อการทุจริต
A : อันนั้นก็ไม่อยากลงลึก ต้องให้ศาลท่านใช้ดุลยพินิจก่อน แต่ต้องดูว่าบริษัทที่ถูกกล่าวหา มาอย่างไร กฎหมายที่เอามาใช้ไม่ชอบอย่างไร ศาลน่าจะพิจารณาในประเด็นต่างๆอย่างครบถ้วน อันนี้คงจะดูได้จากคดีต่างๆที่เคยพิพากษาออกมา

Q : ต่างจากการพิจารณาคดีในสมัยก่อน
A : ข้อเท็จจริงต่างแน่นอน ต้องเกิดความชัดเจนว่าสิ่งที่เชื่อมโยงมันฟังได้อย่างนั้นหรือไม่ เพราะการลงโทษทางอาญามันต้องปราศจากข้อสงสัย ถ้าลงโทษแล้วผลที่ตามมา เช่น กรรมการผู้ตรวจสอบบางท่านอาจจะบอกว่า นอกจากว่าถ้าพิจารณามาแล้วจะมีผลตามมาอีกหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องให้ข้อมูลไม่ตรงความเป็นจริง ผลกระทบทางด้านภาษีที่จะตามมาอีกเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่าจะพิจารณาเนื่องจากความเป็นมหาชน มันจะมีใครกระทบอยู่ในการกระทำครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ใครเคยได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า

Q : หมายถึงบุคคลที่จะถูกลงโทษ อาจไม่เฉพาะแต่ครอบครัวคุณทักษิณ
A : ในกรณีนี้ต้องตามคำฟ้อง เพราะว่าฟ้องแค่คนนี้ แต่หลังจากนั้นแล้วจะมีอะไรตามมาหรือไม่ต้องรอดูคำวินิจฉัยก่อน

Q : มีความเป็นได้ว่า จะมีการฟ้องร้องตามมาอีก
A : ก็...ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ สำหรับคดีนี้อย่างที่เรียนไปว่า ไม่อยากก้าวล่วง แต่กรณีอย่างพล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์ องคมนตรี) เมื่อเกิดกรณีบนเขายายเที่ยง ฝั่งผู้ร้องก็พยายามโยงไปถึงเขาสอยดาว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ออกมาบอกว่าถ้าพล.อ.สุรยุทธ์โดน คนอีกกี่แสนคนก็จะโดนไปด้วยนะ บนฐานกฎหมายเดียวกัน แต่ครั้งนี้เขาบอกว่าพล.อ.สุรยุทธ์ครอบครองที่โดยมิชอบก่อน ถ้าเกิดวินิจฉัยว่าไม่ชอบ แล้วไอ้คนที่รอบๆกฎหมายจะต้องปฏิบัติอย่างไร ฉันใด-ฉันนั้น แต่ถ้ากรณีนี้มองแค่ทรัพย์สินที่ถือครองอยู่ คนอื่นไม่ได้มีส่วนมาถือครอง มันก็จะจบ เหมือนคดีร่ำรวยผิดปกติทั่วไปที่เคยวินิจฉัยมา อันนี้ก็มองภาพไว้เท่านั้นเอง

Q : ในมุมมองของคุณเรืองไกร ในการเอาผิดคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมันสามารถทำได้ตามกฎหมาย
A : ต้องดูว่าฐานความผิดที่ใช้ลงโทษ ที่ใช้ในการยึดทรัพย์ ท่าน(หมายถึงศาล)ใช้ฐานใด ใช้บทกฎหมายใด กฎหมายนั้นมีความเกี่ยวโยงไปถึงใครหรือไม่ โดยเฉพาะกรณี 7.6 หมื่นล้าน ฟังมาว่าเป็นเงินตัวราคาขายหุ้น 7.3 หมื่นล้าน เป็นเงินปันผล 3 พันล้าน ปัญหาก็คือเวลาจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นทุกคนได้รับมั๊ย เหมือนกับที่ดิน ถ้าคนที่อยู่ในเขตป่าทั้งหมดต้องรับผิดชอบ จะมาบอกว่าวัวตัวนี้เท่านั้นที่รับผิดชอบเหรอ อันนี้คือหลักการ

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : สมมติมีช่องทางทางกฎหมายที่เปิดช่องสามารถเอาผิดกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้
A : โดยหลักการก็ต้องดูว่าเป็นความผิดอะไร ถ้าเป็นความเสียหายต่อรัฐ เช่นไปเทียบว่าหน่วยงานของรัฐเขาเสียหายจากเรื่องนี้ไป 3 แสนล้าน แต่วันนี้คุณได้มา 7.6 หมื่นล้าน ผมถามว่าอีก 2.3 แสนล้านอยู่ที่ไหนละ จะไปตามกับใคร มันต้องมีสิ สมการ 3 แสนล้าน เท่ากับ 7.6 หมื่นล้าน บวก X แต่ X เนี่ยมันเป็น X1-Xn วัวอีกกี่ตัวผมไม่รู้ อันนี้เราก็พยายามมองแบบบนฐานข้อมูลที่เป็นสื่อออกมา ก็ไม่อยากมองมากไปกว่านี้ จนกว่าจะเห็นประเด็นแห่งการวินิจฉัยเสียก่อน

Q : เท่าที่มองจะมีบริษัทหรือบุคคลเข้ามามีส่วนได้-ส่วนเสียมากมายขนาดไหน
A : ก็ยังไม่ทราบ เพราะว่าประเด็นการขายหุ้นครั้งนี้ที่บอกว่าเป็น “นอมินี”  ถือให้อดีตนายกฯ มันเป็นหุ้นที่เป็นโฮลดิ้ง ตัวชินคอร์ปเป็น “โฮลดิ้งคอมพานี” แล้วมีลูกอยู่ 5 บริษัทใหญ่ มี AIS มีชินแซตเตอร์ไลท์ มีอยู่ 4-5 บริษัทหลักๆ ทำให้มูลค่าหุ้นที่เทมาเส็กมาซื้อเนี่ยมันเป็นมูลค่า 49 บาทต่อหุ้น ณ วันซื้อขาย อันนี้ต้องไปไล่ข้อเท็จจริงอีกตามมา

Q : การโยงไปถึงบริษัทที่เป็นมหาชน การต่อสู้จะยากกว่ามาก

A : การต่อสู้มันจบไปแล้ว เราพูดเรื่องนี้ได้เพราะว่าประเด็นการต่อสู้ของ “ผู้ร้อง” กับ “ผู้ถูกร้อง” มันจบไปแล้ว ศาลปิดแล้ว รอแค่การวินิจฉัย ซึ่งต้องรอฟังดุลยพินิจของท่าน ว่าท่านมองมุมมากน้อยแค่ไหน มันเป็นความผิดที่เรียกว่า “ความผิดมหาชน” หรือไม่ มีประเด็นไหนที่ศาลท่านจะหยิบขึ้นมาวินิจฉัยได้เองหรือเปล่า เพราะนี่เป็นชั้นฎีกาเลย

Q : เป็นไปได้คำวินิจฉัยของศาล อาจมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์คนอื่นด้วย

A : คำว่า “ยึด” มันกฎหมายป.ป.ช. มันต้อง “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” แต่ความชดเชยของบริษัทที่...ถ้าเขาถูก..เช่นว่ารัฐวิสาหกิจที่สูญเสียประโยชน์ เขาจะใช้ผลของคำวินิจฉัยไปเรียกร้องเอาสิ่งที่หายไปอีก 2 แสนกว่าล้าน คืนจากใครหรือไม่ อันนั้นเป็นการละเมิดทางแพ่ง มันอีกฐานหนึ่ง ก็ไม่รู้จะตามมาคืออะไร

Q : ถ้าผลคดีออกมาแล้ว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียหาย สามารถใช้คำวินิจฉัยของศาลไปดำเนินการต่อได้
A : โดยหลักแนวคำวินิจฉัยของศาล ถ้ามันมีผลกระทบต่อเนื่องมา ก็สามารถทำได้ หลายๆครั้งที่ศาลพอมีคำพิพากษามา แล้วมันกระทบต่อ เขาก็ใช้ข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยไปดำเนินการต่อ ซึ่งไม่ว่าจะทางแพ่งทางอาญาก็คงจะ...แล้วแต่คู่กรณีนั้นมีใครบ้าง

Q : เชื่อว่าเม็ดเงินความเสียหายที่หายไปซึ่งเป็นเงินที่บริษัทหรือบุคคลที่ได้รับ ไม่สามารถเรียกคืนได้อีกกว่า 2 แสนล้าน
A : ก็ความเสียหายเขาบอกว่า จากการแก้กฎหมายอะไรต่างๆ มันสูญเสียไป 3 แสนล้าน สมมติตัวเลขตุ๊กตาคือ 3 แสน(ล้าน) ตัวเลขสมมติยึดมาทั้งหมด 7.6 หมื่นล้าน โอเคสัก 8 หมื่นล้าน อีก 2.2 แสนล้านมันต้องอยู่กับใคร ใช่มั๊ย มันคิดง่ายๆไง แต่ว่ามันจะไปไล่เบี้ยได้แค่ไหน มันอีกเรื่องนึง

ขอยกตัวอย่าง ถ้าผลการตรวจสอบออกมาว่าการแปรสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพาสามิตทำให้หน่วยงานรัฐเสียหาย 300,000 ล้านบาท เงินของแผ่นดินย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ตามหลักจึงต้องติดตามเงินที่รัฐเสียหายกลับคืนมา

กรณีผลตรวจสอบสืบหามาได้ 80,000 ล้านบาท จึงเท่ากับว่า ยังต้องติดตามหาเงินหลวงที่หายไปอีก 220,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้องหาต่อไปว่า เงินหลวงที่หายไปนั้น ตกอยู่กับใคร คนนั้นก็สมควรถูกเรียกคืน  

กรณีเงินหรือทรัพย์ของแผ่นดิน ก็อย่างเช่น ที่ดินราชพัสดุที่มีการนำไปออกโฉนด ผู้ครอบครองแม้จะได้ไปโดยสุจริต ก็ต้องถูกเรียกคืนที่ดินดังกล่าว หรือกรณีที่ดินสนามกอล์ฟที่นำไปจากที่ดินวัด ที่ดินดังกล่าวต้องคืนเป็นที่ธรณสงฆ์ต่อไป ส่วนผู้ครอบครองอาจต้องไปฟ้องไล่เบี้ยกันเอาเอง  

ดังนั้นการได้ประโยชน์อะไรไปจากทรัพย์สินของรัฐโดยไม่ชอบ แม้จะไม่ใช่ตัวการ ผู้ได้ไปจึงสมควรคืนใช่หรือไม่ จะอ้างเหตุแห่งความสุจริตนั้น ไม่น่าจะกล่าวอ้างได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดกับเงินของแผ่นดิน ลาภมิควรได้ จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาติดตามมา (ดูตัวอย่างฏีกาประกอบด้านล่าง)

Q : แต่กรณีนี้เท่าที่มีข่าวการยึดทรัพย์มา ยังไม่มีใครออกมาพูดถึงการไล่บี้เงินส่วนนี้คืน
A : คือเขามองตามเหตุการณ์ปัจจุบันไง แต่เขาไม่ได้มองผลกระทบตามมา มันคืออะไร แต่เรามองเราก็เห็นว่าเอ๊ะ...ถ้ามันมี 1 มี 2 แล้วไอ้ 3-4-5 มันมีมั๊ย หรือว่ามันเพียงแค่นี้ ถ้ามันแค่นี้แล้วคนที่เขาเหมือนกับเสียหาย เขาจะยอมรับหรือเปล่า เขาจะไม่ไปหาชดเชยอะไรของเขาเหรอ ถ้ามันกระทบออกมาว่ามันเป็นคดีระหว่างบุคคลกับบุคคล นาย ก. โกงนาย ข. ไป 10 ล้าน พอไปฟ้องเสร็จถึงศาล ศาลจนฎีกาแล้ว อายัดทรัพย์ พิทักษ์ทรัพย์แล้วเนี่ย ได้คืนมาแค่ 5 ล้าน อีก 5 ล้านคุณก็ต้องไปสืบทรัพย์ ว่าเขาจะมีอีกมั๊ย ถ้าไม่มี คุณก็ต้องไปว่ากันด้วยกฎหมายล้มละลายต่อ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเพียง 3 ปี คนนั้นก็จะถูก 3 ปีล้มละลายไป ก็จบกัน แต่ถ้ามีคดีว่านาย ก. ฟ้อง นาย ข. กับพวก...กับพวกซึ่งอาจจะเป็นผู้ค้ำประกันหรือลูกหนี้ร่วมก็แล้วแต่ ฟ้องเสร็จแล้ว ฟ้องนาย ข. ได้เท่านี้ ก็อาจจะไปฟ้องต่อกับผู้ค้ำ ก็ทำได้จนกว่าเขาจะได้ความคุ้มค่าแห่งมูลหนี้ของเขา มูลหนี้เดิม อันนี้ก็เป็นระหว่างกับบุคคลกับบุคคล แต่บุคคลกับกลุ่มบุคคล มันก็มีแนวทางปฏิบัติเยอะแยะ แต่จะได้ไม่ได้มันอีกเรื่อง มันเป็นเรื่องของบังคับคดี

Q : กรณีนี้เป็นเรื่องระหว่างบุคคล
A : อันนี้ผมไม่เห็นตัวสำนวนนะ ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ มันคืออะไร เพียงแต่ว่าเรากำลังมองว่า การบังคับใช้กฎหมายกรณีนี้ เป็นสิ่งที่น่าศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญ จำนวนเงินในคดีก็มีมูลค่าสูงมาก แล้วก็มีตรรกะในการพิจารณาเรื่องการใช้อำนาจโดยมิชอบอยู่ในการฟ้องร้องไปด้วย เช่น การทุจริตเชิงนโยบาย ครั้งนี้มันจะเกิดบรรทัดฐานอะไรขึ้นมาสักอย่างที่อาจจะออกมาด้านใด-ด้านหนึ่งก็ได้ ก็อยู่ที่องค์คณะท่านจะใช้ดุลยพินิจ ซึ่งเราจะต้องยอมรับและรับฟัง

Q : คำตัดสินยึดทรัพย์กับไม่ยึดทรัพย์ ผลที่ตามมาจะต่างกันมากหรือไม่
A : คือคำถามนี้น่าจะเป็นประเด็นเรื่องการเมือง ว่า “ยึด” กับ “ไม่ยึด” คืออะไร เพราะว่ามันมี 2 ฝั่งที่เชียร์กันอยู่ ไม่ว่าศาลจะออกมายังไง 1.เราต้องตั้งตัวตั้งใจด้วยความเป็นกลางว่าต้องรับฟัง และเอามาวิเคราะห์ว่าเหตุผลอะไรที่ศาลใช้ ข้อเท็จจริงเป็นยังไง ข้อกฎหมายเป็นยังไง การใช้ดุลยพินิจตัดสินคดีเป็นยังไง แต่ถ้าคนเชียร์ว่าอันนี้ไม่ควรยึด อีกข้างหนึ่งก็บอกว่าต้องยึด...ยึดให้หมด ต้องยึดไปถึงต่างประเทศที่ยังซุกอยู่ มันยังจับต้องไม่ได้ แต่มันไปใช้อารมณ์เข้ามาแล้วเนี่ย ไอ้ข้างที่เชียร์ให้ยึด ผลออกมาว่ายึด ก็ถูกใจ ไอ้ข้างที่เชียร์ไม่ให้ยึด ก็ผิดใจ-ขัดใจ แต่ถ้าผลออกมาบอกว่าไม่ยึด ไอ้ข้างที่เชียร์ก็ถูกใจ ไอ้ข้างที่เชียร์บอกให้ยึดก็จะขัดใจ มันก็จะเป็นปัญหาที่สังคมจะแยกได้

Q : บรรทัดฐานของศาลที่จะออกมาเกี่ยวกับเรื่องใด โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย
A : ไม่ใช่ ศาลไม่ตัดสินบนนโยบายแน่นอน ท่านตัดสินบนหลักข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีอยู่ แต่ว่าการที่เราจะต้องรอดู เราก็จะเห็นเองว่าความเที่ยงธรรมในการเขียนมันจะออกมาในรูปแบบใด และคนที่ติดตามก็จะต้องใช้สติและปัญญาในการติดตาม ส่วนว่าผลจะเป็นอย่างไร เหมือนกรณีที่ศาลปกครองท่านสั่งระงับโครงการ (หมายถึงมาบตาพุด) ท่านก็จะใช้ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ร้องมา ท่านไม่รู้หรอกว่าผลเอกชนจะเป็นยังไง รัฐบาลจะเป็นยังไง อันนั้นก็ไปว่ากันเอง อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมเชื่อว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างนั้น แต่ประเด็นต่างๆจากการศึกษาข้อฎีกาต่างๆ มันจะต้องมีประเด็น...อย่างหลังสุดมีประเด็นของคดีกล้ายาง คดีหวยบนดิน ก็จะต้องท้วงตั้งแต่ว่า...ผู้ถูกฟ้องหรือผู้ถูกร้องก็จะท้วงว่าผู้ฟ้องมีอำนาจมั๊ย ฟ้องฉ้อฉลหรือเปล่า ศาลจะมีสิทธิ์รับพิจารณาได้มั๊ย จะมีประเด็นเรื่องนี้ก่อน แล้วก็จะกำหนดประเด็นการพิจารณาว่าจะมีอะไร แล้วท่านก็จะวินิจฉัยเป็นประเด็นๆไป ลักษณะก็ไม่น่าจะต่างกันโดย Format (รูปแบบ) ของคำพิพากษาไม่น่าจะต่างกัน

“หลายคดีศาลได้วางไว้อยู่แล้วว่าคตส.มีอำนาจ ในคดีกล้ายาง คดีของหวย เขาก็มีข้อต่อสู้ในเรื่องว่าคตส.หรือกระทั่งแม้กฎหมายป.ป.ช.ปี 2542 ศาลก็วินิจฉัยว่าใช้ได้มาตลอด คตส.มีอำนาจมั๊ยคงไม่มีปัญหา เพราะศาลเคยวินิจฉัย เป็นศาลฎีกาฯเหมือนกัน เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วศาลก็จะอ้างคำวินิจฉัยเดิมได้ว่าเคยวินิจฉัยแล้วประเด็นนี้ไม่ต้องพิจารณา”

Q : การออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ คุณเรืองไกรมีความเป็นห่วงเรื่องใด
A : ผมไม่ได้ห่วงหรือไม่ห่วง ผมเป็นนักศึกษากฎหมาย ผมไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ได้เรียนมา แต่ผมชอบอ่าน อ่านเสร็จแล้ว คดีนี้มันต่างจากคดีร่ำรวยผิดปกติที่เคยผ่านๆมา อันนั้นมันกล่าวหาบนฐานว่าคุณไม่สามารถพิสูจน์ทรัพย์ของคุณได้ แต่กรณีเป็นเรื่องของว่าทรัพย์ก้อนนี้มันเห็นอยู่แล้วว่ามาจากการซื้อขายหุ้น บวกกับเงินปันผล แล้วก็อายัด แต่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินที่แสดงต่อ ป.ป.ช. เราก็อยากจะติดตามว่าการพิจารณาอย่างนี้จะทำให้ผลที่จะตามมาคืออะไร จะทำให้เงินที่จะเพิ่มมากกว่า 7.6 หมื่นมีหรือไม่ มีแล้วจะไปตามกับใคร ไปตามเอาเงินของผู้ถูกร้อง ของครอบครัวคุณทักษิณเพิ่มเติม หรือจะมีคนอื่นมาเกี่ยวข้อง หรือถ้าไม่ยึดหรือยึดบางส่วนเหตุผลของท่านคืออะไร อันนี้เป็นสิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : เป็นการชี้ช่อง
A : ไม่เกี่ยว อันนี้เราเพียงแต่คาดการณ์ทุกประเด็นที่เราคาดว่ามันน่าจะมีอะไรให้เราติดตาม เพราะสมการมันเกิดจากข้างซ้ายมันไม่เท่ากับข้างขวา 3 แสนล้านมันไม่เท่ากับ 7.6 หมื่นล้านแน่ เพราะฉะนั้นค่า Factor ที่มันหายไป มันใครละ ถ้า 3 แสนล้าน ยึด 7.6 หมื่นล้าน มันก็หายไปอีกประมาณ 2.44 แสนล้าน ไอ้ตรงนี้อยู่ที่ไหน ถ้ามูลค่าความเสียหายบนฐานกฎหมายเดิม

Q : จะทำหรือไม่ทำต่อ ต้องรอคำวินิจฉัยของศาล
A : ต้องรอที่ศาลก่อน เช่น ถ้าไปสืบว่ามันมีนักการเมืองคนอื่นอีกที่ได้เรื่องเหล่านี้ไป อันนี้ป.ป.ช.จะนำสืบต่อมั๊ย อายุความมันหมดไปแล้วหรือยัง เราสามารถที่จะไปเอากับนักการเมืองที่อยู่ในสมัยคุณทักษิณที่ได้ผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกันมั๊ย ไปแอบกินหญ้ามากกว่านี้ แล้ววัวตัวนี้ยังหาไม่เจอหรือเปล่า

Q : เท่าที่ศึกษาคำวินิจฉัยของศาลฎีกามา เคยมีกรณีที่จะเป็นการเปิดช่องให้มีการสืบต่อหรือไม่
A : ในประเด็นแต่ละคดี คำพิพากษาแต่ละคดีมันจะจบโดยโจทก์กับจำเลยในคดีนั้นๆ แต่ความเกี่ยวเนื่องมันจะมีตามมาได้ ความเกี่ยวเนื่องมีแน่นอน อย่างที่ยกตัวอย่างเช่น กรณีของที่ดิน ถ้าคนหนึ่งอยู่ บุกรุกป่า มันต้องกางระวางแผนที่ป่าสงวน ระวางนี้มันกินพื้นที่กี่พันไร่ ไอ้ 21 ไร่ รุกไปแล้วถูกยึด แล้วไอ้ที่รอบๆ 21 ไร่อยู่ในระวางเดียวกันก็สมควรถูกยึดใช่มั๊ยละ แต่มันคนละกรณีกับคดีนี้ไปแล้วนะ กรณีนี้จบไปแล้ว เพราะคนถือครองคนละคน คนบุกรุกคนละคน แต่ขณะเดียวกันคุณจะไปละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยที่จะไม่เอาแนวคำพิพากษานี้ออกมาใช้บังคับคนอื่นได้เหรอ เจ้าหน้าที่รัฐที่รู้แนวนี้ก็ต้องไปปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้คดีขาดอายุความ ไอ้คนที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะนำแนวคำพิพากษาไปตรวจจับ หรือฟ้องร้องดำเนินคดีในคดีต่อไปก็เข้าข่ายละเว้นไง อันนี้มันชัดอยู่แล้ว

Q : ถ้าศาลมีคำวินิจฉัยที่เปิดช่องให้มีการเดินเรื่องต่อได้ ควรจะต้องทำ
A : ศาลคงไม่วินิจฉัยอย่างนั้น เพราะว่าคำฟ้อง อัยการฟ้องผู้ถูกฟ้องแค่นี้ ก็จบ ถ้าวินิจฉัยว่าดูแล้วความเสียหายที่คนนี้กระทำมันมากกว่า 7.6 หมื่นล้าน เช่นบอกว่าดูแล้วขั้นความเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่านมีมูลค่า 1 แสนล้าน ยึดแค่นี้แล้วศาลอาจมีคำสั่งให้ไปยึดทรัพย์ที่เหลืออีก อันนี้แต่เฉพาะกรณีนี้ กรณีอื่นต้องส่งคำขึ้นไปฟ้องอีก ศาลจะไม่วินิจฉัยนอกประเด็น คือเขาฟ้องแค่ไหนคือแค่นั้น ศาลบ้านเราไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นนะ ที่จะบอกว่าผมจะไปตามต่อเอง ไปขึ้นนรก-ลงสวรรค์ ขึ้นสวรรค์-ลงนรก เพื่อไปตาม ไม่ใช่ อันนั้นค่อนข้างจะนิยายไปหน่อย คำตัดสินของศาลออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ จะมีประเด็นให้ติดตามอยู่แล้ว

Q : ควรจะมีคนตาม
A : แน่นอนสิ แน่นอน ถ้ามันมีอะไรเกี่ยวกับที่เป็น “เงินของแผ่นดิน” ที่มันยังสูญหายอยู่ต้องมีคนติดตามแน่ อันนี้มันชัดเจน ถ้าตามไม่ได้ มันต้องชี้แจงว่าเพราะอะไร มันต่างจากกรณีบุคคลกับบุคคลนะ อันนี้เราบอกว่าเอ๊ะ...เพราะว่าคุณเอาไปจากฐานของการออกกฎหมายโดยมิชอบ มันก็ต้องไปตามว่าการออกแบบอย่างนี้ความเสียหายมันจริงๆเท่าไหร่ มันอาจจะมากกว่า 7.6 หมื่น(ล้าน)ก็ได้ ถ้าบอกว่ามันแสนล้าน อีก 2.4 หมื่น(ล้าน) คุณต้องเอามา ก็ต้องไปหาว่าอีก 2.4 หมื่น(ล้าน)เท่าไหร่ อันนี้คิดตามตรรกะเพราะผมไม่เห็นสำนวนและเราไม่ใช่ทนายความนักกฎหมาย เพียงแต่รอว่าหลังวันที่ 26 ก.พ.อะไรจะเกิดขึ้น

เสียงสัมภาษณ์

JavaScript is disabled!
To display this content, you need a JavaScript capable browser.


Q : ถ้าจะมีคนไปฟ้องร้องต่อ

A : คือถ้ามันเป็นความผิดต่อรัฐหรือความผิดมหาชน ใครก็ฟ้องร้องได้ อันนั้นก็ดูว่าเป็นความผิดฐานไหน หรือว่าเป็นความผิดทาง...มันมีบางประเด็นในประเด็นข้อกฎหมาย ศาลสามารถหยิบขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง อันนี้จากฎีกาเก่าๆที่เขียนมา

Q : ถ้ามีการฟ้องจริงเพื่อเรียกค่าเสียหายเพิ่ม เงินที่จะสืบหา ยากหรือไม่ในการตามเอาคืน
A : วิธีเขาคงมีกระบวนการ พนักงานสืบทรัพย์มีไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่ในป.ป.ช.บางส่วนยังเป็นอสังหาริมทรัพย์ มันไม่ใช่สังหาริมทรัพย์ที่จะขนหายไป มันเป็นที่ดิน บางส่วนก็เป็นตึก อย่างตึกที่อยู่ในนามของอดีตนายกฯกับคุณหญิง (หมายถึงคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณ) แม้จะมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว ก็อาจจะมีการนำสืบว่ามันได้มาในช่วงที่กระทำความผิดหรือไม่ ถ้าเกิดวินิจฉัยว่าเรื่องนี้เป็นความผิดนะ ก็ต้องไปแยก วิธีการแยกวิธีการสืบคงมี

Q : ถ้าไม่ใช่ทรัพย์ที่มีการแจ้งไว้
A : ก็อาจจะตามยากหน่อย ซึงเรื่องนี้ถ้าย้อนไป อย่างกรณีตอนคตส.ท่านมีคำสั่งอายัด มันก็ยัง...คำสั่งเช้า พอเที่ยงเงินมันก็ไหลไป-ไหลมา มันก็ตามได้ไม่ครบสักที บางทีมันต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่ให้เรื่องที่จะอายัดรั่ว มันก็ต้องทำด้วยความรวดเร็ว อันนี้หมายถึงสำหรับทั่วๆไปนะ

Q : ถ้าเป็นเงินที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอยู่นอกประเทศ

A : อันนั้นมันคงรับฟังเป็นข้อเท็จจริงยังไม่ได้ จนกว่าจะได้ความร่วมมือระหว่างต่างประเทศ รู้เลขบัญชีแล้ว ขอให้เขาดำเนินตามอายัดเหมือนกรณีผู้นำประเทศต่างๆที่โดนอายัดทรัพย์ อันนั้นได้ แต่ถ้าไม่รู้เราไปคาดการณ์เองว่าเขาต้องมี 3 แสนล้าน 5 แสนล้าน อันนี้มันก็เป็นเพียงความคิด คาดการณ์เอา

Q : ส่วนตัวมองเหมือนนักวิเคราะห์บางคนหรือไม่ ที่คาดการณ์ว่าการยึดทรัพย์อาจไม่ทั้งหมด 7.6 หมื่นล้าน เพราะเงินบางส่วนเป็นเงินที่ได้ก่อนการมาเป็นนายกฯ

A : ก็เป็นไปได้ อันนั้นก็คือเข้าลักษณะคดีร่ำรวยผิดปกติที่ผ่านมา ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าส่วนความเสียหายจริงๆเท่าไหร่ อย่างที่สมมติถ้าความเสียหายมากกว่า 7.6 หมื่นล้าน ผู้ถูกฟ้องต้องมีภาระตามคำพิพากษาเพิ่มเติมขึ้นมา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ยึดหมด ยึดมากกว่าที่มีอยู่ แต่ว่าวินิจฉัยแยกความเสียหายออกมาแล้วแค่ 3 หมื่น อีก 4.6 หมื่นก็ต้องคืน มันก็อยู่ที่ดุลยพินิจไง แต่ว่าผลคำวินิจฉัยตรงนั้นจะเป็นคำตอบ วันนี้คนมันก็เก็งได้แค่นั้น 1.ฟ้องชอบ-ไม่ชอบ มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจ แล้วก็มูลค่าความเสียหายจะพิสูจน์ออกมายังไง ทรัพย์ที่จะยึด จะยึดโดยวิธีไหน ก็จะต้องมีประเด็นๆออกมา

Q : อย่างกรณีนี้ในอดีตไม่เคยมี

A : ในเคสลักษณะอย่างนี้ ที่เกี่ยวกับความเป็นบริษัทซึ่งมันมี 2-3 ชั้น ยังไม่เคยเห็น สมัยก่อนจะเป็นคดีอย่างคดีตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ มันก็พ.ร.บ.หลักทรัพย์ คดีภาษีมันก็เป็นคดีภาษี แต่อันนี้มันมีความเกี่ยวพันหลายส่วน เกี่ยวกับบริษัทอยู่ในตลาด ก็ไปขึ้นกับกฎหมายหลักทรัพย์ บริษัทนี้ถูกกล่าวหาว่าได้ประโยชน์จากการออกกฎหมาย กฎหมายนั้นชอบไม่ชอบก็ต้องฟังศาลท่านจะว่ายังไง

Q : มีความเป็นได้ในการตามเก็บเงินส่วนเกินที่ถือเป็นค่าเสียหายกับบุคคลอื่นที่ได้รับประโยชน์จากการออกนโยบายของอดีตนายกฯ
A : อาจเป็นไปได้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของว่า หุ้นบริษัทนี้ได้ประโยชน์ มันมองว่าบริษัทนี้มันมีมูลค่าเพิ่ม ปัญหาคือบริษัทนี้ผู้ถือหุ้นมีกลุ่มเดียวที่ถูกฟ้องหรือไม่ ถ้ามีกลุ่มอื่น กลุ่มอื่นต้องมารับผิดชอบหรือเปล่า อย่างที่เรียนว่ามูลการฟ้องมันคือเงินมูลค่าหุ้น ณ วันซื้อขายให้กับเทมาเส็ก บวกกับเงินปันผล เพราะนั้นเงินปันผลที่มันจ่ายคนเดียวเหรอ...ไม่ได้ มันต้องจ่ายผู้ถือหุ้น ณ วันปิดพักสมุดทะเบียนทั้งหมด มันก็ต้องมาไล่ว่า ตรงนี้คุณได้ไปเท่าไหร่ คุณอาจจะไม่มีความผิดในการออกกฎหมาย แต่ผลลัพธ์ที่คุณได้ไปมันก็ไม่ควรจะได้ไป มันก็ต้องตาม

Q : อย่างนี้ต้องเป็นลูกโซ่
A : มันก็เป็นไปได้ ถ้าศาลวินิจฉัยออกมายังไง ก็ต้องเอามา มีโอกาสที่จะเกิดลูกโซ่ตามมาแน่

Q : คดีคุณทักษิณก็ไม่ได้แปลว่าจะหยุดที่คุณทักษิณ
A : ก็ฐานของบริษัทมันไม่ใช่ มันบริษัทมหาชน คนถือหุ้นเป็นหมื่น มันก็สมควรจะไปตามคืนมั๊ยละ คนที่วันนั้นรู้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีคดีนี้เกิดขึ้น ที่ Take กำไรไป มันก็บนพื้นฐานตรงนี้หรือเปล่า ถ้าวินิจฉัยได้อย่างนั้น อย่างง่ายที่สุด ไอ้เงิน 3 พันล้านที่จ่ายปันผล งวดไหน ก็ต้องถอดงวดนั้นทั้งหมดออกมา อย่างน้อยก็คงมีออกมาอีก ถ้ามองว่าอันนี้มันหุ้นครึ่งหนึ่ง น่าจะมีเงินอีก 3 พันล้านจากบุคคลอื่นตามมาด้วย

Q : เรื่องนี้มองว่าภาครัฐควรจะทำต่อ
A : น่าจะต้องทำด้วยซ้ำไป อันนี้ต้องตามดู ถ้ามองว่าเป็นการออกกฎหมายแล้วเอื้อประโยชน์ ไอ้คนที่รับเอื้ออาจจะไม่มีความผิดด้านอื่น แต่ทรัพย์ที่ได้ไปมันเป็น “ลาภมิควรได้” มั๊ย เมื่อเป็น “ลาภมิควรได้” หลวงก็สมควรไปตามกลับ แต่ก็อยู่ที่คำวินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร
....................................
ตัวอย่างฎีกา “ลาภมิควรได้”

คำพิพากษาที่ 5817/2551
มูลค่าที่ดินพิพาทที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนกองทรัพย์สินของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สิ่งใดที่จำเลยได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 จำเลยจึงต้องชดใช้ราคาที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถมที่ดินไป

คำพิพากษาที่ 402/2550
บัตรภาษีออกให้แทนการคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินสดเพื่อให้ผู้รับนำบัตรภาษีไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าภาษีอากรแก่โจทก์ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือภาษีอากรอื่นตามมูลค่าของบัตรภาษีตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ มาตรา 4 และ 18 จึงถือได้ว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่งและ ป.พ.พ. มาตรา 412 บัญญัติว่า “ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริตจึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน” เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 6 ได้รับโอนบัตรภาษีโดยสุจริต จึงต้องคืนบัตรภาษีตามมูลค่าที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 นำบัตรภาษีที่ได้รับไปชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์

คำพิพากษาที่  6786/2549
ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี จำเลยที่ 1 ให้สัญญาแก่โจทก์ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากรไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และโจทก์ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาดังกล่าวโดยต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีทั้ง 7 ฉบับ ที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกำหนดอายุความโดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 หาใช่เป็นกรณีที่จะถือว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในกรณีเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ไม่

คำพิพากษาที่  6785/2549
จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าออกทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญา แต่สัญญามิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์

ตามป.พ.พ. และ พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้

คำพิพากษาที่ 6784/2549
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 ความตกลงทำไว้ล่วงหน้าที่จะตกเป็นโมฆะจะต้องมีข้อความยกเว้นมิให้ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน เมื่อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์กรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จึงมิใช่สัญญาที่ยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเพื่อกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากกระทำการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีจึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์ไม่จำต้องนำบทบัญญัติ มาตรา 412 ถึง 418 แห่ง ป.พ.พ.ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพราะกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์โดยเฉพาะอันเป็นนิติกรรมแล้ว

ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีนั้นไม่ปรากฏว่า ป.พ.พ. กับ พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ ได้มีบัญญัติอายุความกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่นนี้ไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

คำพิพากษาที่  6459/2549
บัตรภาษีมีมูลค่าเป็นเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในบัตรภาษีนำไปใช้แทนเงินสดในการชำระภาษีแก่กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตได้ หากการได้รับบัตรภาษีไว้เป็นลาภมิควรได้ก็ต้องถือว่าทรัพย์สินที่ได้รับไว้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 412

กฎหมายบัญญัติหลักในการคืนเงินที่เป็นลาภมิควรได้ว่า ผู้ได้รับนั้นต้องคืนเงินเต็มจำนวน ส่วนการคืนลาภมิควรได้เพียงบางส่วนที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่เรียกคืนเพราะได้รับมาโดยสุจริตเป็นข้อยกเว้น เมื่อจำเลยอ้างว่าจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การของตน เพราะปัญหาว่าสุจริตหรือไม่เป็นข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยรับเงินซึ่งเป็นลาภมิควรได้ไว้โดยสุจริตหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

คำพิพากษาที่ 5442-5468/2548
จำเลยได้รับเงินบำเหน็จซึ่งโจทก์คำนวณจ่ายให้ตามระเบียบการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2536 แต่มีมติคณะรัฐมนตรีให้โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดี ทำให้สิทธิของจำเลยที่จะได้รับเงินบำเหน็จต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โจทก์ต้องคำนวณเงินบำเหน็จให้แก่จำเลยตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเงินบำเหน็จส่วนต่างที่โจทก์จ่ายเกินไปเพราะการคำนวณตามระเบียบเดิมที่จำเลยได้รับไปย่อมเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์เพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 อายุความในการฟ้องเรียกให้คืนเงินบำเหน็จที่โจทก์จ่ายเกินไปและต้องคืนเป็นจำนวนเท่าใดย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ กรณีมิใช่จำเลยได้ยึดถือเงินบำเหน็จส่วนที่เกินไว้ โดยไม่มีสิทธิอันจะทำให้โจทก์สามารถติดตามเอาคืนได้ทั้งหมดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

คำพิพากษาที่  5308/2548
จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 รับโอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ส่วนของโจทก์ไว้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ มาตรา 28 กำหนดว่านอกเหนือจากการประกันชีวิต ให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตลงทุนประกอบธุรกิจอื่นใดได้เฉพาะที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้นำเงินไปลงทุนได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เมื่อปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ 11 ที่จำเลยที่ 1 ถือหุ้นดังกล่าวไม่อยู่ในฐานะเป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินเกินกว่าหนี้สินและไม่มีฐานะเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ต่อปีของทุนที่ชำระแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีก่อนที่ซื้อหุ้นนั้นตามหลักเกณฑ์การลงทุนของบริษัทประกันชีวิตที่กำหนดในกฎกระทรวง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตได้ลงทุนประกอบธุรกิจอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2519) ออกตามความใน พ.ร.บ.ประกันชีวิตฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการโอนหุ้นดังกล่าว จึงเป็นการทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์โอนหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 โดยเจตนาลวง ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 11 แทนจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ กับการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่ ล้วนเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสูงย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

คำพิพากษาที่ 10669/2546
ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและอยู่ในระหว่างจำเลยยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์จึงต้องห้ามมิให้บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 การที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆขึ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยเพราะมิใช่เป็นผลจากการผิดสัญญา แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ ซึ่งตามมาตรา 412 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้น เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำนวนนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรื่องลาภมิควรได้ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็น

คำพิพากษาที่ 2564/2546
ขณะที่มีการชำระบัญชีอยู่บริษัท ท. ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างกรมสรรพากรโจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง เนื่องจากเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องครบถ้วน การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยไป ไม่ว่าจำเลยจะรับไว้โดยสุจริตหรือไม่ ก็เป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1269 ถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินส่วนแบ่งมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้จึงถือว่าเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยจำต้องคืนให้แก่บริษัท ท. ผู้เป็นเจ้าของเงินตามมาตรา 406

บริษัท ท. หรือผู้ชำระบัญชีมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงิน ส่วนแบ่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ท. ในฐานลาภมิควรได้และหากบริษัท ท. ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้องนั้น เป็นเหตุให้กรมสรรพากรโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างต้องเสียประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนบริษัท ท. ลูกหนี้ได้โดยโจทก์จะต้องขอหมายเรียกบริษัท ท. เข้ามาในคดีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ฟ้องคดีแทนบริษัท ท. เพราะบริษัท ท. ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินส่วนแบ่งที่จำเลยรับไปโดยมิชอบหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง รวมทั้งโจทก์มิได้ขอหมายเรียกบริษัทดังกล่าวซึ่งเป็นลูกหนี้โดยตรงของโจทก์เข้ามาในคดี จึงต้องถือว่าเป็นการฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินส่วนแบ่งสินทรัพย์ที่ได้รับจากผู้ชำระบัญชีโดยมิชอบให้แก่โจทก์เองโดยตรง ซึ่งโจทก์หามีอำนาจที่จะฟ้องจำเลยเช่นนั้นไม่ เนื่องจากจำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมหรือตามกฎหมายที่จะต้องคืนเงินสินทรัพย์ของบริษัท ท. ที่ตนได้รับไว้คืนให้แก่โจทก์


กลับสู่หน้าหลัก
เพิ่มความคิดเห็น
rules
เห็นด้วย   |124.121.121.xxx |19-02-2010 15:16:03
แจ่มจรัส ฉีกประเด็นนำเสนอได้เยี่ยม

และเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องลาภมิควรได้
รีน  - ถุย   |125.25.101.xxx |19-02-2010 15:27:10
เรียกตัวเองว่าอาจารย์ น่าอ้วกมาก ยกหางเข้าไป แล้วบอกว่า

" บางคนบอกว่าอาจารย์มานิตย์ก็มาจากรัฐธรรมนูญโจร ผมไม่ใช่ อาจารย์มาโดยประชาชนเขาลงคะแนนเสียงเลือกมาเป็นผู้แทนราษฎร ไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญโจร มาจากประชาชนเขาไปหย่อนบัตรเลือกผมเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าคนที่ประชาชนเลือก แล้วคุณอยากเสือก อยากเป็นผู้แทนของคมช. คุณก็เป็นของคุณไป ซึ่งเวลานี้ผู้แทนคมช.มีเสียงข้างมากในสภาฯ จึงเรียกว่า สภาโจร”

แล้พรรคอื่นๆ ที่ได้เข้าสภา เขาก็มีประชาชนเลือกตั้งมาทั้งนั้น ต่างกับอาจานใจชั่วอย่างมรึงตรงไหน

ไอ้ขี้เท่อ
+++   |124.120.177.xxx |19-02-2010 16:12:03
ควายแดงอีกตัว ถุย
งง  - คนโรคจิตใครจะไปฟ้อง   |125.25.151.xxx |19-02-2010 23:15:46
นามสกุลมันก็บอกแล้วไม่ต้องไปหาสาระอะไรกับมัน
Anonymous   |203.131.209.xxx |24-02-2010 17:11:21
มานิด มันไม่ใช่คนดีที่ไหนหรอก ไอ้นี่เป็นผู้พิพากษาได้อย่างไรก็ไม่รู้ มันคงรับสินบนมากมายจนเคยชินสมัยเป็นผู้พิพากษา ยิ่งกว่ามหาโจรเสียอี
มันเคยเป็นประธานกรรมการร้องทุกข์ให้ธรรมศาสตร์ แต่แม่ม ตัดสินเข้าข้างคนผิดตลอด
โจรย่อมรู้ไส้รู้พุงโจรด้วยกัน มันนี่แหละมหาโจร
แสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
อีเมล์:
 
หัวข้อ:
กรุณาใส่ anti-spam code

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."